MILL เพิ่มทุน 468 ล้านหุ้น ขายให้ DEG และรองรับวอร์แรนท์

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday March 26, 2012 09:20 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.มิลล์คอนสตีลอินดัสทรีส์ (MILL) แจ้งว่าคณะกรรมการบริษัทมีมติให้นำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทพิจารณาอนุมัติการลดทุนจดทะเบียนของบริษัทจำนวน 181,466,666 บาท โดยการตัดหุ้นสามัญที่ยังมิได้ออกจำหน่ายออกจำนวน 453,666,665 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.40 บาท จากเดิมทุนจดทะเบียน 1,218,525,436 บาท เป็น 1,037,058,770 บาท ซึ่งหุ้นที่ตัดออกดังกล่าวเป็นหุ้นสามัญที่ออกเพื่อรองรับการแปลงสภาพของหุ้นกู้แปลงสภาพ จำนวน 198,666,665 หุ้น และหุ้นที่ออกเพื่อรองรับการเสนอขายให้กับ DEUTSHE INVESTITIONS - UND ENTWICKLUNGSGESELLSCHAFT MBH (DEG) และ/หรือ ผู้ลงทุนในวงจำกัดตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 จำนวน 255,000,000 หุ้น

นอกจากนี้ มีมติให้นำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิให้กับบุคคลในวงจำกัด (Private Placement) จำนวน 213,000,000 หน่วย ที่ราคาเสนอขาย 0 บาท โดยมีอัตราแปลงสภาพ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ ต่อ 1 หุ้นสามัญ ที่ราคาหุ้นละ 2.70 บาท ซึ่งราคาเสนอขายดังกล่าวเป็นราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาตลาด หรือ ราคาปิดถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหุ้นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นระยะเวลา 15 วัน ก่อนวันที่คณะกรรมการบริษัทจะมีมติให้นำเสนอการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น (วันที่ 1 มีนาคม ถึง วันที่ 22 มีนาคม 2555) ซึ่งเท่ากับหุ้นละ 2.50 บาท

และมีมติให้นำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการเพิ่มทุนจำนวน 187,200,000 บาท จากเดิมทุนจดทะเบียน 1,037,058,770 บาท เป็น 1,224,258,770 บาท โดยการออกหุ้นสามัญจำนวน 468,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.40 บาท เพื่อรองรับการแปลงสภาพของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะเสนอขายให้กับบุคคลในวงจำกัดจำนวน 213,000,000 หุ้น และเพื่อรองรับการเสนอขายให้กับ DEUTSHE INVESTITIONS - UND ENTWICKLUNGSGESELLSCHAFT MBH (DEG) และ/หรือ ผู้ลงทุนในวงจำกัด จำนวน 255,000,000 หุ้น ในราคาไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 2.70 บาท

ทั้งนี้ กำหนดวันประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2555 ในวันที่ 30 เมษายน 2555 เวลา 10.00 น.

อนึ่ง DEG ซึ่งเป็นสมาชิกของ KFW Bankengruppe เป็นหนึ่งในสถาบันทางการเงินเพื่อการพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนพัฒนาโครงการระยะยาวต่างๆ รวมถึงการลงทุนในบริษัทเอกชนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามายาว นานกว่า 45 ปี DEG มีนโยบายลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพในการทำกำไรและสนับสนุนการพัฒนาในทุกภาคธุรกิจตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม โครงการโครงสร้างพื้นฐาน ภาคการผลิต รวมไปถึงภาคการบริการ โดยผู้ถือหุ้น คือ KFW Bankengruppe, Frankfurt am Main เป็นผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียว ซึ่งถือหุ้นร้อยละ 100

การเพิ่มทุนครั้งนี้เพื่อรองรับการใช้สิทธิแปลงสภาพของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ มูลค่ารวมไม่เกิน 575,100,000 บาท โดยบริษัทฯจะนำเงินที่ได้รับจากการใช้สิทธิแปลงสภาพและเงินที่ได้รับจากการออกและเสนอขายหุ้นไปลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ บริษัท โอเชี่ยนโพรฟิท จำกัด (OP) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดหาเงินทุนสำหรับ OP ในการลงทุนในโครงการผลิต wire rod และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน จ่ายชำระคืนหนี้ และเพื่อรองรับการขยายธุรกิจของบริษัทฯ

ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการซื้อหุ้นสามัญ OP โดย OP จะมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทสามารถควบคุมดูแล OPได้อย่างเต็มที่ และสามารถรับรู้ผลการดำเนินงานของ OP ในงบการเงินรวมของบริษัท

บริษัทจะสามารถเข้าซื้อสินทรัพย์ทั้งหมดของบมจ. บริษัท อุตสาหกรรมเหล็กกล้าไทย (TSSI) ผ่านทาง OP ซึ่งจะเป็นการเพิ่มสายการผลิตและจำหน่ายในส่วนของเหล็กลวด (Forward Integration)

ทั้งนี้ OP ซึ่งจะมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทจะเข้าซื้อทรัพย์สินของ TSSI ซึ่งจะทำให้บริษัทมีโอกาสที่จะได้รับเงินปันผลจาก OP ในอนาคต

ส่วนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการซื้อสินทรัพย์จาก TSSI จะสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจและเกื้อหนุนต่อการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท ซึ่งกลุ่มบริษัทสามารถนำผลิตภัณฑ์จากโครงการ Green mill Project ได้แก่ เหล็กแท่งทรงยาวคุณภาพพิเศษ เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเหล็กลวดคุณภาพพิเศษ ซึ่งกลุ่มบริษัทคาดว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการกำไร รวมทั้งสามารถตอบสนองความต้องการให้แก่ลูกค้าได้มากขึ้น

รวมทั้งเพิ่มการผลิตเหล็กแท่งทรงยาวคุณภาพพิเศษของกลุ่มบริษัท และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของกลุ่มบริษัทมากขึ้น โดยกลุ่มบริษัทจะเป็นผู้ผลิตเหล็กลวดคุณภาพพิเศษเพียงไม่กี่รายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถผลิตวัตถุดิบได้ด้วยตนเอง

นอกจากนี้เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่พร้อมต่อการดำเนินงาน โดยอาศัยการปรับปรุงอีกเพียงเล็กน้อยเพื่อผลิตเหล็กลวดคุณภาพพิเศษ ทำให้กลุ่มบริษัทสามารถรับรู้ผลการดำเนินงานได้รวดเร็วกว่าการจัดตั้งโรงงานใหม่ และเป็นทางเลือกในการลงทุนที่มีความเหมาะสมและมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการลงทุนสร้างโรงงานใหม่

กลุ่มบริษัทคาดว่าการลงทุนดังกล่าว จะส่งผลให้กลุ่มบริษัทมีความได้เปรียบเทียบทางด้านต้นทุนของเหล็กลวดคุณภาพพิเศษมากกว่าผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการทดแทนการนำเข้า(ปริมาณการนำเข้าเหล็กลวดในปี 2553 มีประมาณ 750,000 ตัน (ข้อมูลอ้างอิงจากสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย) และ ลดความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทในภาพรวม เนื่องจากโดยปกติเหล็กลวดจะมีความผันผวนน้อยกว่าเหล็กเส้น ซึ่งถือเป็นสินค้าที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นการขยายฐานการตลาดสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องจักร เป็นต้น


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ