(เพิ่มเติม) CPF เข้าซื้อกิจการไก่ครบวงจรในรัสเซีย หนุนรายได้ตปท.,เจรจาอยู่อีก 2 ราย

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday July 24, 2015 16:39 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการเข้าซื้อกิจการไก่ครบวงจรในประเทศรัสเซีย โดยบริษัทย่อย มีมูลค่า 680 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2.37 หมื่นล้านบาท โดยกระบวนการเข้าซื้อจะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนส.ค.61 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มเป็น 75% ในช่วง 5 ปีข้างหน้าจากระดับ 65% ในปีนี้ พร้อมบันทึกรายได้จากการลงทุนดังกล่าวในไตรมาส 4/58 หลังการเข้าซื้อล็อตแรก 80% จะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ และอีก 20% ภายในปี 61 ขณะที่เตรียมเข้าซื้อกิจการในรัสเซียเพิ่มอีกด้วย

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร CPF กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการเป็น 2 ครั้งเพราะบริษัทต้องการให้ทีมบริหารเดิมเข้ามาบริหารเหมือนเดิมในช่วง 3 ปีนี้ และบริษัทยังได้เทคโนโลยีเลี้ยงไก่ในเขตอากาศหนาว ,แบรนด์ และส่วนแบ่งตลาด ขณะที่การบริหารของเจ้าของที่เป็นชาวเนเธอร์แลนด์ ทำได้ดีมาตลอด โดยปีก่อนมียอดขาย 1 หมื่นล้านบาท และทำกำไรได้ 3 พันล้านบาท เนื่องจากร้สเซียสั่งห้ามนำเข้าเนื้อไก่ในปีก่อนทำให้ราคาในประเทศสูง

ส่วนปีนี้คาดว่ากิจการดังกล่าวจะมียอดขาย 1.1 หมื่นล้านบาท และมีกำไรราว 2 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทก็จะบันทึกรายได้และกำไรของกิจการดังกล่าวในสัดส่วน 80% ในช่วงไตรมาสที่ 4/58 และคาดว่าการคุ้มทุนในการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะใช้เวลาประมาณ 5 ปีกว่า ส่วนการขยายกำลังการผลิตจะเป็นแผนงานในอนาคตเพราะรัฐบาลรัสเซียส่งเสริมการผลิตเนื้อสัตว์ภายในประเทศมากขึ้น

นอกจากนี้บริษัทยังได้เตรียมเข้าซื้อกิจการธุรกิจแปรรูปเนื้อสัตว์ทั้งเนื้อสุกร และเนื้อไก่ในรัสเซีย 2 ราย ขณะที่เป็นโอกาสดีที่ช่วงนี้เงินรูเบิ้ลอ่อนด้วย แต่การเจรจาก็คงต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง ขณะที่ปัจจุบัน CPF มีธุรกิจสุกร อยู่ที่เมืองมอสโคว์แล้ว

"รัสเซียเป็นเป้าหมายที่ CPF ต้องการขยายธุรกิจ เพราะมีประชากรมากถึง 140 ล้านคน และมีความต้องการเนื้อสัตว์มาก โดยมีการนำเข้าเนื้อไก่ 5 ล้านตัน แต่ในประเทศผลิตเนื้อไก่ได้ 3.7 แสนตัน ส่วนเนื้อสุกรผลิต 3 ล้านตันและนำเข้า 6-9 แสนตัน ประกอบค่าเงินรูเบิ้ลอ่อน เมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ และรัฐบาลรัสเซียสนับสนุนต่างชาติเข้าไปลงทุนด้วย"นายอดิเรก กล่าว

อนึ่ง การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวจะดำเนินการโดยบริษัทย่อยที่จัดตั้งใหม่ภายใต้ชื่อ บริษัท CPF Netherlands.B.V.โดย CPF ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 99.99 ของทุนจดทะเบียน 350 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือในสกุลเงินยูโรที่เทียบเท่า โดย CPF Netherlands เข้าทำสัญญาซื้อกิจการไก่เนื้อครบวงจรของบริษัทในรัสเซียจาก Agro-Invest Brinky B.V. โดยมีการซื้อกิจการ 2 ครั้ง ซึ่งการซื้อกิจการครั้งแรกเป็นการลงทุน 80% ของ CJSC Poultry Production Severnaya (S) และ CJSC Poultry Parent Stock Production Woyskovitsy (W) คาดจะแล้วเสร็จในเดือนส.ค.58 และซื้อกิจการครั้งที่สองเป็นการลงทุน 20% ใน S&W ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 61 โดย S&W เป็นบริษัทที่ประกอบกิจการไก่ครบวงจรในรัสเซีย เริ่มตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเพาะพันธุ์สัตว์ การเลี้ยงสัตว์ และการแปรรูปไก่ขั้นพื้นฐาน มีกำลังการผลิต 100 ล้านตัว/ปี

สำหรับมูลค่ากิจการ (enterprise value) ของ S&W ซึ่งได้จากการคำนวณบนพื้นฐานว่ากิจการไม่มีเงินสดและไม่มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (cash-free and debt-free basis) รวมกันเท่ากับ 680 ล้านเหรียสหรัฐ หรือประมาณ 23,766 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 34.95 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ) ทั้งนี้ แหล่งเงินที่ใช้จะมาจากการกู้ยืมและกระแสเงินสดของบริษัท

ธุรกิจ Woyskovitsy เป็นธุรกิจเพาะพันธุ์สัตว์ปีก ส่วน Severnaya ประกอบธุรกิจการผลิตอาหารสัตว์ การฟักไข่ การเลี้ยงไก่เนื้อ และการแปรรูปไก่ขั้นพื้นฐาน ใน ธ.ค. 57 โรงเรือนของ Severnaya สามารถรองรับการเลี้ยงไได้ประมาณ 2 ล้านตัวต่อสัปดาห์ และโรงชำแหละมีกำลังการผลิตสูงสุดประมาณ 197 ล้านตัวต่อปี สำหรับโรงงานผลิตอาหารสัตว์มีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 36,000 ตันต่อเดือน ในขณะที่คลังสินค้าสามารถจัดเก็บวัตถุดิบและอาหารสัตว์ได้ประมาณ 37,500 ตัน และ 2,700 ตันตามลำดับ

บริษัท คาดว่าการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อบริษัท ที่จะทำให้เป้าหมายของบริษัทที่จะเข้าสู่ธุรกิจในประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีการเติบโตของการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เร็วที่สุด โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีของการบริโภคเนื้อสัตว์ ในรอบปี 2547-2557 ประมาณร้อยละ 7.4 (ที่มา:USDA)

นอกจากนี้ประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับโดยทันทีคือ จุดยืนทางการตลาดที่แข็งแกร่งในภูมิภาคที่สำคัญอย่าง มอสโคว์ และ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อนึ่ง ภายหลังการซื้อกิจการครั้งแรกเสร็จสมบูรณ์แล้ว บริษัทเป้าหมายจะมีสถานะเป็นบริษัทย่อยทางอ้อมของบริษัท ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถนำผลการดำเนินงานของบริษัทเป้าหมายมารวมในงบการเงินรวมมตั้งแต่วันซื้อกิจการครั้งแรกเสร็จสมบูรณ์

อย่างไรก็ดี การซื้อกิจการครั้งแรกจะเสร็จสมบูรณ์ต่อเมื่อ ได้รับความเห็นชอบสำหรับการเข้าซื้อกิจการจาก Russian Competition Authority , ผู้ขายดำเนินการจัดตั้งบริษั่ใหม่ในรัสเซีย และโอนหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 80 จองจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ Severnaya และ Woyskovitsy ให้แก่บริษัทใหม่ในรัสเซีย และ มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนอื่นๆตามที่ระบุในสัญญาซื้อขายหุ้น

อีกทั้งธุรกิจ Severnaya และ Woyskovitsy มีส่วนแบ่งการตลาดรวมกันคิดเป็นประมาณร้อยละ 5 ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าของผู้ประกอบกิจการในธุรกิจสัตว์ปีในรัสเซียที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด กิจการไก่ครบวงจรของ Severnaya และ Woyskovitsy จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการขยายธุรกิจในประเทศรัสเซียในอนาคต เนื่องจากตลาดสัตว์ปีกในประเทศรัสเซียเป็นตลาดที่ไม่มีผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีอำนาจเหนือตลาด ในขณะที่อัตราการบริโภคเนื้อสัตว์ต่อคนยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ คือประมาณ 26 กก.ต่อคนต่อปี (ที่มา :USDA)

ดังนั้น บริษัทจะมีศักยภาพในการเติบโตในอนาคตจากการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีก และมีโอกาสที่จะส่งออกสินค้าสัตว์ปีกจากประแทศรัสเซียไปยังประเทศอื่นๆในอนาคต รวมทั้งบริษัทมีโอกาสในการสร้างธุรกิจเนื้อสัตว์หลายๆประเภทในรัสเซีย ซึ่งรวมถึงธุรกิจสุกรของบริษัทที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

          นายอดิเรก กล่าวว่า  บริษัทตั้งงบลงทุนในช่วง 5 ปี (ปี 58-62) ปีละ 2 หมื่นล้านบาท โดยไม่รวมงบการซื้อกิจการ สำหรับงบลงทุนดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นการขยายการผลิตในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการลงทุนในจีน อินเดีย เวียดนาม มาเลเซีย และไทย
          โดยบริษัทมีแนวทางขยายธุรกิจ 3 ทางได้แก่ การขยาย Value Chain สร้างมูลค่าเพิ่มใน 14 ประเทศที่เข้าลงทุน  รวมทั้งในประเทศด้วย ตลอดจนการขยายสินค้าแบรนด์เนม ,การขยายพื้นที่ทำธุรกิจ โดยมองหาประเทศใหม่ๆที่มีประชการอยู่จำนวนมาก ล่าสุดได้เข้าไปลงทุนในทวีปแอฟริกาที่มีจำนวนประชากรถึง 1 พันล้านคน และการขยายโดยการเข้าซื้อกิจการซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะสร้างการเติบโตของบริษัทได้เร็ว
          ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือภายในปี 62 จะมีสัดส่วนรายได้จากการลงทุนในต่างประเทศถึง 75% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 65% ส่วนที่เหลือมาจากยอดขายในประเทศ ขณะที่วางเป้าหมายในช่วง 5 ปีนี้จะมีรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 10%
          นายอดิเรก ยังคาดหวังว่าผลประกอบการครึ่งหลังปีนี้จะดีกว่าครึ่งปีแรก  โดยในไตรมาส 3 คาดว่าผลประกอบการจะอ่อนตัวลงตามราคาเนื้อสัตว์  ทั้งเนื้อไก่และเนื้อหมู เนื่องจากเป็นช่วงทีมีการบริโภคน้อยกว่าไตรมาส 4 และไตรมาส 1 อีกทั้งกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัวจากปัญหาภัยและภาวะเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เข้ามากระทบ และส่งผลให้มาร์จิ้นลดลง แต่ไม่มากเมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะบริษัทพยายามควบคุมค่าใช้จ่าย และต้นทุน ส่วนธุรกิจกุ้งก็ยังฟื้นไม่เต็มที่ ประกอบกับปีนี้ไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี)จากสหภาพยุโรปด้วย



เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ