PTTGC เผยปี 62 มีแผนหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่น-โรงอะโรเมติกส์กระทบการใช้กำลังผลิต ,กำไร Q3/61 โตโดดเด่น

ข่าวหุ้น-การเงิน 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 13:58 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) แจ้งถึงแนวโน้มตลาดและธุรกิจปี 2562 โดยคาดว่าราคาน้ามันดิบดูไบค่าเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 75 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ปัจจัยสนับสนุนจากผลกระทบจากการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรของประเทศสหรัฐอเมริกาต่อประเทศอิหร่าน และปัญหาการผลิตน้ำมันดิบที่ลดลงของประเทศเวเนซุเอล่า อย่างไรก็ดีอาจมีปัจจัยลบที่กดดันให้ราคาเฉลี่ยไม่เป็นไปตามคาดการณ์จากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นของประเทศสหรัฐอเมริกา และการคาดการณ์ผลกระทบจากมาตรการทางภาษีการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน รวมถึงความเป็นไปได้ในการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกที่จะกระทบต่อระดับราคาน้ำมัน

สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ตลาดปิโตรเลียม ในปีหน้าส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบดูไบจะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 17.5 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล โดยคาดว่าจะได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการของ International Marine Organization (IMO) ในเรื่องของการควบคุมระดับปริมาณกำมะถันในน้ำมันเตาที่ใช้ในอุตสาหกรรมเดินเรือ ที่คาดว่าจะมีความต้องการในการใช้น้ำมันดีเซลเพื่อเข้าไปผสมเพื่อให้ได้มาตรฐานดังกล่าว ประกอบกับระดับสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ส่วนต่างราคาน้ำมันเตากับน้ำมันดิบดูไบคาดว่าจะปรับตัวลดลงไปอยู่ที่ -8.0 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล จากผลกระทบของ IMO เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ในส่วนของปริมาณการผลิตและการขาย บริษัทคาดว่าจะมีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนในช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน 2562 ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตจะอยู่ประมาณ ที่อัตราร้อยละ 85

ธุรกิจอะโรเมติกส์ บริษัทคาดว่าส่วนต่างผลิตภัณฑ์พาราไซลีนกับแนฟทาเฉลี่ยจะอยู่ระดับประมาณ 395 เหรียญสหรัฐ/ตัน ขณะที่ส่วนต่างราคาเบนซีนกับแนฟทาคาดว่าจะอยู่ในระดับ 205 เหรียญสหรัฐ/ตัน โดยผลิตภัณฑ์พาราไซลีนคาดว่าจะยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการของผลิตภัณฑ์ปลายทางโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์ที่ยังมีแนวโน้มความต้องการที่ดีต่อเนื่องและมีอัตราการใช้กำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่เกี่ยวข้องอยู่ในระดับสูง ขณะที่ผลิตภัณฑ์เบนซีน คงมีปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้เพื่อเป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ปลายทางในส่วนของผลิตภัณฑ์สไตรีนโมโนเมอร์และผลิตภัณฑ์ฟีนอล ทั้งนี้ ในส่วนของปริมาณการผลิตและการขาย บริษัทคาดว่าจะสามารถใช้กำลังการผลิตอยู่ที่อัตราร้อยละ 87 เนื่องจากคาดว่าจะมีแผนการปิดซ่อมบำรุงและปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงอะโรเมติกส์หน่วยที่ 1 ในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน 2562

แนวโน้มสถานการณ์ธุรกิจโอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง บริษัทคาดว่าราคาเฉลี่ยเม็ดพลาสติก HDPE ในปีหน้าเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1,311 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน โดยคาดว่าจะอ่อนตัวลงจากปี 2561 เนื่องจากจะมีกำลังการผลิตใหม่จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่เลื่อนการผลิตเชิงพาณิชย์มาจากปี 2561 เข้ามาในปีนี้ รวมถึงผลกระทบจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีทางการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน ขณะที่ผลิตภัณฑ์โมโนเอทิลีนไกลคอล (MEG) ที่คาดว่าราคาเฉลี่ย MEG ACP อยู่ที่ 902 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน เนื่องจากยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการจากผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์และโพลีเอทิลีน เทเรฟทาเลต (PET) โดยในส่วนของการดำเนินงานของบริษัทคาดว่าการใช้กำลังการผลิตโดยรวมของโรงโอเลฟินส์อยู่ที่ร้อยละ 101

ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/61 บริษัทมีผลการดำเนินการที่ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีรายได้จากการขาย 136,712 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 6 มี Adjusted EBITDA 16,830 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 12,793 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 และ ร้อยละ 18 ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 3/60 บริษัทมีรายได้จากการขายปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 ขณะที่ Adjusted EBITDA และกำไรสุทธิรวม ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และร้อยละ 29 ตามลำดับ สำหรับผลการดำเนินงานใน 9 เดือนแรกของปี 2561 บริษัทมีกำไรสุทธิรวม 36,008 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในไตรมาส 3/61 ธุรกิจโอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องมีผลประกอบการปรับลดลงเล็กน้อยจากไตรมาส 3/60 โดยในส่วนของธุรกิจโพลิเมอร์มีปริมาณการขายที่ปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทมีกำลังการผลิตใหม่จากโรงงาน LLDPE กำลังการผลิตจำนวน 400,000 ตันต่อปีที่ได้เริ่มการผลิตในเชิงพาณิชย์ในเดือนมีนาคม 2561 ทำให้มีการรับรู้ค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการของธุรกิจโพลิเมอร์ปรับตัวลดลง ขณะที่ธุรกิจผลิตภัณฑ์เอทิลีนออกไซค์มีการปรับตัวลดลงจากราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น และเมื่อเปรียบเทียบกับผลประกอบการไตรมาส 2/61 พบว่าผลประกอบการในไตรมาสนี้ของธุรกิจโอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยเป็นผลจากระดับราคาผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์ที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับปริมาณการขายโอเลฟินส์ที่ลดลง ซึ่งเป็นผลจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงงานโอเลฟินส์ 1

สำหรับธุรกิจอะโรเมติกส์มีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทั้งจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วและจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของส่วนต่างผลิตภัณฑ์พาราไซลีนเป็นหลักและปริมาณการขายที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อเนื่องจากการที่มีการหยุดซ่อมบำรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในปีที่แล้ว สำหรับธุรกิจผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมปรับตัวลดลงจากไตรมาส 3/60 เป็นผลจากส่วนต่างของผลิตภัณฑ์ที่ลดลงเป็นหลัก แต่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าจากส่วนต่างของผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของน้ำมันเตา

ทั้งนี้ ในส่วนของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของธุรกิจอะคริโลไนไตรล์ (AN) ธุรกิจพีวีซี และผลประกอบการที่ดีขึ้นในส่วนของธุรกิจไบโอพลาสติกที่บริษัทดำเนินการผ่านบริษัท Natureworks ซึ่งดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ