ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบในวันศุกร์ (29 ส.ค.) โดยถูกกดดันจากหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ที่ร่วงลง หลังจากมีรายงานจากสถาบันวิจัยแนะนำให้ ราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีคลังจัดเก็บภาษีใหม่จากภาคธนาคาร เพื่อเป็นทางเลือกในการเพิ่มรายได้ของรัฐบาล
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดตลาดที่ระดับ 9,187.34 จุด ลดลง 29.48 จุด หรือ -0.32%
ดัชนี FTSE 100 ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 และร่วงลงรายสัปดาห์มากที่สุดในรอบเกือบ 5 เดือน
สถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะ (Institute for Public Policy Research) ระบุว่า รีฟส์ควรใช้โอกาสในการจัดทำงบประมาณช่วงฤดูใบไม้ร่วงเพื่อเก็บภาษีจากดอกเบี้ยหลายพันล้านปอนด์ที่ธนาคารต่าง ๆ ได้รับจากธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) สำหรับเงินสำรองที่ฝากไว้กับ BoE
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดหุ้นอังกฤษปิดตลาดสัปดาห์นี้ด้วยบรรยากาศที่ซบเซา ท่ามกลางข้อเสนอว่ารัฐบาลอาจใช้การจัดเก็บภาษีใหม่จากภาคธนาคารเพื่อแก้ไขปัญหาทางการคลัง เนื่องจากหุ้นธนาคารเป็นหนึ่งในกลุ่มใหญ่ของดัชนี FTSE 100 หากนักลงทุนไม่ต้องการถือหุ้นกลุ่มนี้ ก็จะส่งผลถ่วงตลาดโดยรวม
ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลง 1.9% ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ปรับตัวแย่ที่สุด โดยหุ้น NatWest และหุ้น Lloyds ร่วงลง 4.8% และ 3.4% ตามลำดับ ขณะที่หุ้น Barclays ร่วงลง 2.2%
อย่างไรก็ตาม หุ้นเหมืองแร่โลหะมีค่าช่วยพยุงตลาดไว้บางส่วน โดยปรับตัวขึ้นเกือบ 2% ตามราคาทองคำที่สูงขึ้น โดยหุ้น Hochschild Mining, Fresnillo และ Endeavour Mining บวกขึ้นระหว่าง 1.8% ถึง 3%
หุ้นกลุ่มสินค้าแฟชั่นหรูหรา อาทิ Burberry ร่วงลง 2.4% ส่งผลกดดันต่อดัชนีสินค้าส่วนบุคคล ขณะที่หุ้น Watches of Switzerland ร่วง 2%
หุ้น JTC ซึ่งเป็นบริษัทด้านบริการทางการเงินปรับตัวขึ้นแรงที่สุด โดยพุ่งขึ้น 17.8% หลังจาก Permira บริษัทไพรเวตอิควิตีของอังกฤษเปิดเผยว่า ได้เข้าหารือกับ JTC เพื่อเสนอซื้อกิจการ
ก่อนหน้านี้ ดัชนี FTSE 100 เพิ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นแรงจากการส่งสัญญาณของ เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ว่า อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของเฟดยังคงกดดันตลาดในสัปดาห์นี้