ตลาดหุ้นยุโรปปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันพุธ (14 ม.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเคมีภัณฑ์และกลุ่มเฮลท์แคร์ ขณะที่นักลงทุนจับตาผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่นในหลายภูมิภาคของโลก
ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 611.56 จุด เพิ่มขึ้น 1.12 จุด หรือ +0.18%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,330.97 จุด ลดลง 16.23 จุด หรือ -0.19%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,286.24 จุด ลดลง 134.42 จุด หรือ -0.53% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,184.35 จุด เพิ่มขึ้น 47.00 จุด หรือ +0.46%
หุ้นกลุ่มเคมีภัณฑ์นำตลาดปรับตัวขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 2%
หุ้น EMS Chemie พุ่งขึ้น 8% และเป็นหนึ่งในหุ้นที่ปรับตัวโดดเด่นที่สุดในดัชนี STOXX หลัง UBS ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้นของกลุ่มเคมีภัณฑ์จากสวิตเซอร์แลนด์รายนี้เป็น "ซื้อ" จาก "ถือ"
ในด้านผลประกอบการ หุ้น Orion บริษัทยาของฟินแลนด์ พุ่งขึ้น 12% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. หลังจากบริษัทคาดการณ์รายได้ปี 2569 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้
หุ้น AstraZeneca พุ่งขึ้น 2.4% หนึ่งวันหลังจากบริษัทเปิดเผยว่าได้ตกลงเข้าซื้อกิจการ Modella AI ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองบอสตัน และยังช่วยหนุนให้หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์โดยรวมปรับตัวขึ้น 1.3%
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดกำลังประเมินข่าวเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับกลุ่มการค้า Mercosur ในลาตินอเมริกา ซึ่งเป็นการยุติการเจรจาที่ดำเนินมายาวนานกว่า 25 ปี
ข้อตกลงดังกล่าวเอื้อให้ภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ยา อุตสาหกรรมบางประเภท และเคมีภัณฑ์ สามารถส่งออกได้มากขึ้นในระยะยาว โดยไม่ต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการค้าหรือภาษีในระดับเดิม
ในบรรดาตลาดภูมิภาค ดัชนี DAX ของเยอรมนีปรับตัวลง หลังจากทำสถิติปรับขึ้นติดต่อกันยาวนานที่สุดในรอบกว่าทศวรรษเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยดัชนี DAX ปิดลดลง 0.5% จากแรงกดดันของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เช่น SAP และ Infineon
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังประเมินผลกระทบจากการล้มละลายของกลุ่มห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ Saks Global ซึ่งมี Kering เจ้าของแบรนด์ Gucci และ LVMH กลุ่มลักชัวรีรายใหญ่ที่สุดของโลก ถูกระบุเป็นเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน
หุ้นกลุ่มสินค้าหรูลดช่วงบวกในช่วงต้นการซื้อขาย และปิดตลาดลดลง 0.3%
นักวิเคราะห์กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ของผู้บริโภค โดยเฉพาะในตลาดระดับบน รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งรวมถึงแรงกดดันจากอีคอมเมิร์ซ
นักลงทุนยังติดตามพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ในเวเนซุเอลาและอิหร่าน โดยผลกระทบส่วนใหญ่สะท้อนออกมาในราคาสินค้าโภคภัณฑ์
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ปรับขึ้น 1.8% ขณะที่หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศลดลง 1.6% ยุติสถิติปรับขึ้นติดต่อกัน 8 วัน
หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค RWE และ SSE ปรับขึ้น 2.3% และเพิ่มขึ้น 2% ตามลำดับ หลังจากเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาโครงการที่ชนะการประมูลสัญญารับประกันราคาขายไฟฟ้า ในการประมูลพลังงานลมนอกชายฝั่งรอบล่าสุดของอังกฤษ ซึ่งได้กำลังการผลิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ด้านหุ้น Pearson บริษัทการศึกษาของอังกฤษ ร่วงลง 9.5% หลังจากหน่วยธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทสูญเสียสัญญากับรัฐนิวเจอร์ซีย์