ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันพุธ (14 ม.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการปรับขึ้นของหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และกลุ่มเฮลท์แคร์
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,184.35 จุด เพิ่มขึ้น 47.00 จุด หรือ +0.46%
ดัชนีหุ้นกลุ่มเหมืองแร่โดยรวมพุ่งขึ้น 2.3% โดยหุ้น Rio Tinto เพิ่มขึ้น 2.3% หุ้น Atalaya Mining เพิ่มขึ้น 1.8% และหุ้น Glencore พุ่งขึ้น 3% ได้แรงหนุนจากราคาทองแดงที่ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่โลหะมีค่าปรับตัวขึ้น 0.1% หลังราคาทองคำเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ท่าทีที่แทรกแซงมากขึ้นของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกดดันธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด), เรียกร้องให้ภาคธุรกิจทำตามที่เขาต้องการ และแผนการเกี่ยวกับกรีนแลนด์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ผลักดันเงินทุนให้ไหลเข้าสู่ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
ดัชนีหุ้นกลุ่มเภสัชกรรมก็โดดเด่นเช่นกัน โดยปรับขึ้น 2% จากแรงหนุนของหุ้น AstraZeneca หลังบริษัทผู้ผลิตยารายนี้ตกลงเข้าซื้อกิจการ Modella AI ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองบอสตัน ท่ามกลางแนวโน้มที่อุตสาหกรรมใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้นเพื่อเร่งการค้นคว้ายาใหม่
อลัน เทย์เลอร์ ผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษระบุว่า อัตราดอกเบี้ยของสหราชอาณาจักรควรปรับลดลงต่อไป เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มแตะเป้าหมายที่ระดับ 2% ภายในช่วงกลางปี 2569 เร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้
บรรดานักลงทุนคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียงราว 2 ครั้งในขนาดปานกลางภายในสิ้นปีนี้ ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG
อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นของตลาดโดยรวมถูกจำกัดจากการร่วงลงของดัชนีหุ้นกลุ่มสื่อ ซึ่งลดลง 2.5% จากแรงกดดันของหุ้น Pearson ที่ร่วงลง 9.5% ซึ่งนับเป็นหุ้นที่ทำผลงานแย่ที่สุดในดัชนีหลัก โดยบริษัทการศึกษาของอังกฤษรายนี้เปิดเผยว่า หน่วยธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดคือ Assessment & Qualifications สูญเสียสัญญากับรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันในช่วงครึ่งแรกของปี 2569