ตลาดหุ้นลอนดอนปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลงในวันอังคาร (24 ก.พ.) โดยแรงบวกจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และสาธารณูปโภคถูกหักล้างด้วยแรงขายในหุ้นกลุ่มการเงิน ขณะที่นักลงทุนประเมินท่าทีด้านการค้าที่เปลี่ยนแปลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,680.59 จุด ลดลง 4.15 จุด หรือ -0.04%
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่อุตสาหกรรมเป็นแรงหนุนหลักของ FTSE 100 โดยหุ้น Rio Tinto และหุ้น Glencore ต่างปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% หลังราคาทองแดงแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของอังกฤษปรับขึ้น 0.6% หลังบริษัทปัญญาประดิษฐ์ Anthropic ประกาศแนวทางใหม่ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถผสานเครื่องมือของบริษัทเข้ากับกระบวนการทำงานได้ง่ายขึ้น ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเช่นกัน
หุ้นกลุ่มธนาคารลดลง 0.5% สอดคล้องกับทิศทางหุ้นการเงินทั่วโลก โดยหุ้น Standard Chartered ลดลง 1.4% แม้รายงานกำไรก่อนหักภาษีทั้งปีเพิ่มขึ้น พร้อมประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มเงินปันผลรายปี 65%
สหรัฐฯ เริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าใหม่ชั่วคราวในอัตรา 10% กับสินค้านำเข้าทั่วโลก ขณะที่รัฐบาลทรัมป์กำลังผลักดันให้ปรับขึ้นเป็น 15% ท่ามกลางความสับสนด้านนโยบายการค้า หลังศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อสัปดาห์ก่อนคัดค้านการขึ้นภาษีเดิมของทรัมป์
อังกฤษได้เจรจาอัตราภาษีต่างตอบแทนที่ 10% กับกรุงวอชิงตันเมื่อปีที่แล้ว และปีเตอร์ ไคล์ รัฐมนตรีการค้าของอังกฤษ แสดงความเชื่อมั่นว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะยังคงมีผลบังคับใช้
ด้าน แอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค. แต่เตือนว่าเงินเฟ้อภาคบริการยังอยู่ในระดับสูง
สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น Convatec พุ่งขึ้น 10.3% หลังผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้เติบโตในระยะกลาง จากแรงหนุนของสายผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งขึ้น
ขณะที่หุ้น Croda พุ่งขึ้น 7.6% หลังบริษัทเคมีภัณฑ์เฉพาะทางคาดการณ์อัตรากำไรในปี 2571 จะแข็งแกร่ง โดยยังคงเดินหน้าปรับโครงสร้างการดำเนินงาน ภายหลังอุปสงค์ที่ซบเซาในบางภูมิภาคเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเชื่อมโยงกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ