ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียดิ่งลงเกือบ 1,000 จุด โดยได้รับผลกระทบจากการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การขาดความคืบหน้าในการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ได้เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้น
ดัชนี S&P BSE Sensex ปิดตลาดที่ 81,287.19 ลบ 961.42 จุด หรือ 1.17%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศดิ่งลง 19.5 % ในเดือนนี้ ทำสถิติทรุดตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2551 ท่ามกลางความกังวลที่ว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ
กระทรวงสถิติของอินเดียเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สำหรับช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค.2568 ซึ่งเป็นไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ 2568-2569 ของอินเดีย
ทั้งนี้ เศรษฐกิจอินเดียมีการขยายตัว 7.8% ในไตรมาสดังกล่าว และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 7.2%
รัฐบาลอินเดียประกาศตัวเลข GDP ดังกล่าว หลังจากมีการปรับปรุงกรอบการคำนวณผลผลิตทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มความแม่นยำของตัวเลข GDP
นอกจากนี้ เศรษฐกิจอินเดียมีการขยายตัว 8.2% ในช่วงเดือนก.ค.-ก.ย.2568 ก่อนที่จะถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 8.4% ภายใต้ชุดข้อมูลใหม่ ขณะที่การประเมินการเติบโตของ GDP สำหรับปีงบประมาณ 2568-2569 ก็ถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 7.6% จากเดิม 7.4%
เมื่อเดือนที่แล้ว กระทรวงสถิติของอินเดียได้ประกาศเปลี่ยนแปลงชุดข้อมูลในการคำนวณ GDP, เงินเฟ้อ และการผลิตภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งด้านคุณภาพข้อมูล ความน่าเชื่อถือ และความสอดคล้องเชิงนโยบาย
ส่วนหนึ่งของการปรับสูตรการคำนวณคือ อินเดียได้เปลี่ยนปีฐานของ GDP เป็นปีงบประมาณ 2565-2566 จากเดิมที่ใช้ปี 2554-2555
ในรายงานเมื่อปีที่แล้ว กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แสดงความกังวลเกี่ยวกับความแม่นยำของข้อมูลเศรษฐกิจของรัฐบาลอินเดีย โดยให้เกรด "C" ซึ่งเป็นอันดับรองสุดท้าย
IMF ระบุว่า ข้อมูลของรัฐบาลอินเดียมีข้อจำกัด เช่น การใช้ปีฐานที่ล้าสมัย (2554-2555) รวมทั้งการใช้ดัชนีราคาค้าส่งและการใช้ตัวปรับเงินเฟ้อแบบเดียว ซึ่งอาจบิดเบือนการวัดเศรษฐกิจที่แท้จริง