ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ดิ่งลงกว่า 500 จุด ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างมากจากการที่สหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนพากันเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และหันไปซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
ณ เวลา 20.40 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ลบ 525 จุด หรือ 1.07% สู่ระดับ 48,475 จุด
ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ พุ่งขึ้นกว่า 16% ทะลุระดับ 23 จุด แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2569
หุ้นกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยีร่วงลงในวันนี้ สวนทางการพุ่งขึ้นของกลุ่มพลังงานและกลุ่มผลิตอาวุธ
นอกจากนี้ ราคาทองฟิวเจอร์พุ่งขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์ ทะลุระดับ 5,400 ดอลลาร์ ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านย่างเข้าสู่วันที่ 3
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐจะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายทั้งหมด
ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นกว่า 8% ทะลุระดับ 72 ดอลลาร์ในวันนี้ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุระดับ 79 ดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลที่ว่าสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านอาจลุกลามโดยไม่สามารถควบคุมได้ จนส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในตลาด
นักวิเคราะห์ของยูบีเอส ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ ระบุในรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดสปอตอาจพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
'เรามองว่าความรวดเร็วในการฟื้นตัวของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และขอบเขตของการตอบโต้ของอิหร่าน เป็นปัจจัยสำคัญต่อราคาน้ำมันในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า' นักวิเคราะห์ของยูบีเอสระบุในรายงาน
ส่วนนักวิเคราะห์ของบาร์เคลย์ส คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจแตะระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเลวร้ายลง
'ยังไม่มีใครรู้ว่าวิกฤตครั้งนี้จะจบลงอย่างไร แต่ในระหว่างนี้ ตลาดน้ำมันต้องเผชิญกับความกลัวที่เลวร้ายที่สุด และเราไม่สามารถมองข้ามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาดน้ำมัน' นายอมาร์พรีต ซิงห์ นักวิเคราะห์ของบาร์เคลย์สระบุ
ด้านนายแอนดี ไลพาว ประธานบริษัท Lipow Oil Associates กล่าวว่า การส่งออกน้ำมันของอิหร่านอาจลดลงอย่างรุนแรง ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานะผู้นำของอิหร่าน ความไม่สงบภายในประเทศ และการนัดหยุดงานของแรงงานในแหล่งผลิตน้ำมันและท่าเรือน้ำมัน โดยอิหร่านผลิตน้ำมันราว 3.3 ล้านบาร์เรล/วัน
Rystad Energy ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน เปิดเผยว่า การเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบยุติลงโดยสิ้นเชิง เนื่องจากบริษัทขนส่งทางเรือพากันหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว
ข้อมูลจากบริษัท Kpler ระบุว่า ในปี 2568 มีการขนส่งน้ำมันเฉลี่ยมากกว่า 14 ล้านบาร์เรล/วันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือประมาณ 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันดิบทางทะเลทั่วโลก โดยประมาณ 3 ใน 4 ของการส่งออกดังกล่าวไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้