ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงในวันพฤหัสบดี (5 มี.ค.) เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ล่วงเข้าสู่วันที่ 6 ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ รวมทั้งไม่มั่นใจว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 47,954.74 จุด ลดลง 784.67 จุด หรือ -1.61%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,830.71 จุด ลดลง 38.79 จุด หรือ -0.56% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,748.99 จุด ลดลง 58.50 จุด หรือ -0.26%
ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นกว่า 8% เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นนับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. และทำให้อิหร่านออกมาตอบโต้อย่างรุนแรง โดยล่าสุดกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ ในบริเวณตอนเหนือของอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้เรือลำดังกล่าวเกิดเพลิงไหม้ โดย IRGC ย้ำว่า เรือรบและเรือพาณิชย์ของสหรัฐฯ อิสราเอล และประเทศในยุโรป รวมทั้งกลุ่มผู้สนับสนุน จะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มิฉะนั้นเรือเหล่านี้จะถูกโจมตี
แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ จะช่วยคุ้มกันเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่บริษัทประกันภัยไม่เสนอการคุ้มครอง จึงทำให้บรรดาบริษัทขนส่งสินค้าไม่เต็มใจที่จะเสี่ยง
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวกับ Axios ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ของสหรัฐฯ ว่า เขาจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน เหมือนกับกรณีการแต่งตั้ง เดลซี โรดริเกซ เป็นผู้นำเวเนซุเอลา พร้อมกับกล่าวว่าเขาจะไม่ยอมรับการแต่งตั้ง โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ขึ้นมาเป็นผู้นำอิหร่าน
นักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งอาจขยายวงกว้างในตะวันออกกลางและจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ นักลงทุนยังกังวลว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจทำให้เฟดเลื่อนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% จากเดิมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมเดือนก.ค. ไปเป็นเดือนต.ค.
ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกของนักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พุ่งขึ้น 12.9% แตะที่ระดับ 23.75 บ่งชี้ว่านักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มวัสดุ และกลุ่มเฮลท์แคร์ในดัชนี S&P 500 ต่างก็ร่วงลง 2% ส่วนหุ้นกลุ่มสายการบินดิ่งลง 5.4% นำโดยหุ้น Southwest Airlines ร่วงลงรุนแรงถึง 6.9%
อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเทคโนโลยีช่วยลดช่วงลบในตลาด โดยหุ้นกลุ่มพลังงานในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น 0.6% เนื่องจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันช่วยเพิ่มโอกาสที่บริษัทพลังงานจะมีรายได้สูงขึ้น โดยหุ้น Chevron พุ่งขึ้น 3.9%
ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P500 ดีดตัวขึ้น 0.4% นำโดยหุ้น Broadcom พุ่งขึ้น 4.8% หลังจากบริษัทคาดการณ์ว่ารายได้จากชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะพุ่งขึ้นทะลุระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์ในปีหน้า
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานเมื่อคืนนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ทรงตัวที่ระดับ 213,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 215,000 ราย
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนก.พ.ของสหรัฐฯ ในวันนี้ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 58,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. หลังจากเพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.3% ในเดือนก.พ.