ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดดิ่งลงอย่างหนักในวันนี้ (9 มี.ค.) โดยทรุดตัวลงไปกว่า 2,800 จุด ทำสถิติปรับตัวลงรุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางราคาสัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าที่พุ่งทะยานขึ้น จากความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อ
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 52,728.72 จุด ร่วงลง 2,892.12 จุด หรือ -5.20%
หุ้นที่ปรับตัวลงนำตลาด ได้แก่ หุ้นกลุ่มโลหะที่ไม่มีส่วนผสมของเหล็ก กลุ่มผลิตภัณฑ์แก้วและเซรามิก และกลุ่มเครื่องจักรกล
ดีลเลอร์ระบุว่า ความหวังที่จะเห็นความขัดแย้งยุติลงโดยเร็วนั้นเริ่มริบหรี่ลง หลังจากมีรายงานข่าวว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาส่งกองกำลังทหารราบของสหรัฐฯ เข้าไปปฏิบัติการในอิหร่าน
นอกจากนี้ การประกาศแต่งตั้ง โมจตาบา คาเมเนอี ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของอิหร่านในวันนี้ หลังจากที่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้เป็นบิดา ถูกสังหาร ยิ่งตอกย้ำความหวั่นวิตกว่าความขัดแย้งทางทหารและภาวะราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นอาจลากยาวออกไป เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่า อิหร่านไม่ให้ความสนใจต่อคำขู่ของทรัมป์ ที่ประกาศกร้าวว่าเขาจะต้องมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน
วาตารุ อากิยามะ นักกลยุทธ์จากฝ่ายเนื้อหาการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ (Nomura Securities) ให้ความเห็นว่า "มีมุมมองในตลาดที่เชื่อว่า แม้จะมีการเปลี่ยนตัวผู้นำสูงสุด แต่ระบอบการปกครองที่อิงศาสนาของอิหร่านก็ไม่น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ"
สำหรับทิศทางตลาดพลังงาน สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก พุ่งทะลุระดับ 119 ดอลลาร์/บาร์เรลไปชั่วขณะเมื่อวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2565 ตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เพิ่งปิดตลาดต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ไปเมื่อวันศุกร์ (6 มี.ค.)
มาซาฮิโระ อิจิกาวะ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดจากบริษัท ซูมิโตโม มิตซุย ดีเอส แอสเซท แมเนจเมนท์ (Sumitomo Mitsui DS Asset Management) กล่าวว่า "ตลาดดูเหมือนจะรับรู้และเตรียมรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจยืดเยื้อไปอีก 4-5 สัปดาห์ หรืออาจจะนานกว่านั้น ตามที่ปธน.ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณไว้"
ทั้งนี้ ในระหว่างการซื้อขาย ดัชนีนิกเกอิดิ่งลงไปลึกกว่า 4,200 จุด โดยหุ้นทุกกลุ่มต้องเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก นอกจากนี้ การร่วงลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เคยทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งมาจนถึงเดือนก.พ. ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กดดันภาพรวมของตลาดในวันนี้