ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 5 สัปดาห์ในวันจันทร์ (9 มี.ค.) หลังราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกระตุ้นความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,249.52 จุด ลดลง 35.23 จุด หรือ -0.34%
ดัชนี FTSE 100 ปรับตัวลงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน และร่วงลงแล้วราว 7% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 27 ก.พ. หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น
อิหร่านประกาศแต่งตั้ง โมจตาบา คาเมเนอี เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากบิดาของเขา อาลี คาเมเนอี ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มสายแข็งยังคงกุมอำนาจอย่างมั่นคงในกรุงเตหะราน
หุ้นของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ปรับตัวขึ้น โดยหุ้น Shell พุ่งขึ้น 2.4% และหุ้น BP พุ่งขึ้น 2.2% ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 และเคยทะลุระดับ 119 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงสั้น ๆ จากความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของการขนส่งและอุปทานที่อาจยืดเยื้อจากความขัดแย้งที่ขยายวงกว้าง
ดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานของอังกฤษเพิ่มขึ้น 2.3%
ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นได้จุดกระแสความกังวลเรื่องเงินเฟ้ออีกครั้ง และทำให้ตลาดปรับลดความคาดหวังจากเดือนก.พ. ที่เคยคาดว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง
ตลาดการเงินส่วนใหญ่คาดว่า BoE จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากสงครามได้ผลักดันต้นทุนพลังงานให้สูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเงินเฟ้อระลอกใหม่
ขณะเดียวกัน เทรดเดอร์ยังประเมินต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านพลังงานรอบใหม่ของรัฐบาล หลังนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ระบุว่าการบรรเทาภาระค่าครองชีพเป็นประเด็นสำคัญอันดับต้น ๆ ของเขา
มาตรการช่วยเหลือใหม่ใด ๆ อาจเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลังของรัฐบาล และลดกันชนทางการคลังที่รัฐบาลมีไว้เพื่อปกป้องกฎระเบียบด้านงบประมาณ
ต้นทุนการกู้ยืมของอังกฤษพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่เงินปอนด์ร่วงลงในวันจันทร์
นอกจากนี้ รายงานล่าสุดของ REC และ KPMG เกี่ยวกับตลาดแรงงานยังระบุว่า เงินเดือนเริ่มต้นสำหรับพนักงานประจำในอังกฤษยังคงปรับลดลง แม้ชะลอตัวลงบ้าง ขณะที่การลดลงของการจ้างงานประจำใหม่เริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายลง