ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลงในวันพุธ (11 มี.ค.) ขณะที่ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลว่าสงครามในตะวันออกกลางจะกระทบต่ออุปทานน้ำมัน อีกทั้งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่น่าผิดหวังยังกดดันบรรยากาศการลงทุน
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,353.77 จุด ลดลง 58.47 จุด หรือ -0.56%
ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านส่งผลให้เส้นทางการขนส่งสำคัญผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ดันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเหนือระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในวันพุธ แม้ว่าทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะเสนอให้มีการระบายน้ำมันสำรองในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ แต่นักวิเคราะห์เตือนว่ามาตรการดังกล่าวอาจไม่เพียงพอที่จะบรรเทาความกังวลดังกล่าว
ราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีคลังของสหราชอาณาจักรระบุว่า รัฐบาลพร้อมพิจารณามาตรการเพื่อช่วยเหลือครัวเรือนจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น แต่ระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะกำหนดเพดานค่าไฟฟ้าหรือระงับการจัดเก็บภาษีเชื้อเพลิงในขณะนี้
ดัชนีกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 2.1% โดยหุ้น Shell เพิ่มขึ้น 1.9% และ BP พุ่งขึ้น 2.8%
สำหรับหุ้นรายตัวอื่น ๆ นั้น หุ้น Legal & General ร่วงลง 6.7% หลังบริษัทประกันรายดังกล่าวรายงานกำไรทั้งปีต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และเปิดเผยอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ลดลง ขณะที่ อันโตนิโอ ซิโมเอส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่
หุ้น Robert Walters ร่วงลง 7.9% หลังบริษัทจัดหางานประกาศยกเลิกการจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายสำหรับปี 2568 หลังผลประกอบการพลิกเป็นขาดทุนก่อนหักภาษีประจำปี เนื่องจากตลาดแรงงานที่อ่อนแอ
หุ้น Balfour Beatty พุ่งขึ้น 8.9% หลังบริษัทก่อสร้างคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นในระดับตัวเลขหลักเดียวขั้นสูง โดยได้รับแรงหนุนจากมูลค่างานในมือที่ทำสถิติสูงสุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการพลังงานในสหราชอาณาจักร รวมถึงโครงการพลังงานนิวเคลียร์