ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือนในวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.) หลังธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ย ขณะเดียวกันความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นยังกดดันความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,063.50 จุด ร่วงลง 241.79 จุด หรือ -2.35% แตะระดับต่ำสุดในรอบราว 2 เดือน
BoE คงอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดไว้ พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลาง และมีผู้กำหนดนโยบายบางส่วนส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นดอกเบี้ย
บรรดาธนาคารกลางยังคงดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ภายในสิ้นปีนี้
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน โดยเลือกดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังจากความไม่แน่นอนของสงคราม
ในวันพุธ (18 มี.ค.) ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ย แต่ยังคงคาดการณ์ว่าจะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2569
กลุ่มพลังงานเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ปรับตัวในแดนบวก โดยเพิ่มขึ้น 1.6% จากแรงหนุนของราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น หลังอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วตะวันออกกลาง เพื่อตอบโต้การที่อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ซึ่งถือเป็นการยกระดับความรุนแรงของสงคราม
หุ้น BP พุ่งขึ้น 4.9% หลังบริษัทตกลงขายโรงกลั่น Gelsenkirchen ให้กับ Klesch Group พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายการลดต้นทุน
ข้อมูลเศรษฐกิจบ่งชี้ว่า ค่าแรงในอังกฤษเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2563 ในช่วง 3 เดือนถึงเดือนม.ค. ขณะเดียวกันยังมีสัญญาณว่า การจ้างงานที่อ่อนแออาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง
ในช่วง 3 เดือนถึงเดือนม.ค. 2569 อัตราการว่างงานอยู่ที่ 5.2% ขณะที่การเติบโตของค่าจ้างชะลอลงเหลือ 3.8%
จากหุ้นทั้งหมด 100 ตัวในดัชนี FTSE 100 มีถึง 97 ตัวที่ปิดในแดนลบ โดยหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ร่วงลง 7.8% และกลุ่มธนาคารร่วงลง 4.3%
หุ้น HSBC ร่วงลง 3.1% หลังมีรายงานว่า ธนาคารกำลังพิจารณาปรับลดพนักงานสูงสุดถึง 20,000 ตำแหน่ง