ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% ในวันจันทร์ (30 มี.ค.) โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และพลังงาน หลังราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะช็อกด้านอุปทาน อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,127.96 จุด เพิ่มขึ้น 160.61 จุด หรือ +1.61%
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เตือนว่า จะทำลายโรงงานพลังงานและแหล่งน้ำมันของอิหร่าน หากไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังอิหร่านระบุว่าข้อเสนอสันติภาพของสหรัฐฯ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และได้ยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลหลายระลอก
หุ้น Rio Tinto ปรับตัวขึ้น 3.4% หลังบริษัทเหมืองแร่รายใหญ่เปิดเผยว่า การดำเนินงานที่ท่าเรือส่งออกแร่เหล็ก 3 ใน 4 แห่งในภูมิภาค Pilbara ของออสเตรเลียตะวันตก ได้กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง หลังพายุไซโคลนเขตร้อน Narelle พัดผ่านพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่หุ้นกลุ่มเหมืองโลหะอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น 2.2%
หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้น 2.3% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) มีแนวโน้มทำสถิติปรับตัวขึ้นรายเดือนสูงสุด
นักลงทุนพากันเข้าซื้อหุ้นปลอดภัย ส่งผลให้ดัชนีหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้น 3.1%
ในทางกลับกัน ดัชนีหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและนันทนาการปรับตัวลง 0.1% และมีแนวโน้มลดลงรายเดือนในระดับเลขสองหลัก เนื่องจากสงครามกับอิหร่านทำให้เกิดความกังวลด้านต้นทุนเชื้อเพลิงและรบกวนเส้นทางการบินสำคัญ ซึ่งกระทบต่อผลกำไร
ราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีคลังของสหราชอาณาจักรเตรียมเรียกร้องให้ประเทศสมาชิก G7 หลีกเลี่ยงมาตรการฝ่ายเดียว เช่น การตั้งกำแพงการค้าใหม่ในช่วงสงครามอิหร่าน โดยเตือนว่าอาจทำให้ความไม่มั่นคงด้านพลังงานรุนแรงขึ้นและกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก
ข้อมูลจากธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ระบุว่า การอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดในเดือนที่ผ่านมา และสินเชื่อผู้บริโภคขยายตัวในอัตราที่เร็วขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนม.ค. ก่อนที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นซึ่งอาจเกิดจากสงครามอิหร่าน
ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาตัวเลขประมาณการ GDP ไตรมาส 4 ของสหราชอาณาจักร และรายงานการจ้างงานของสหรัฐฯ ประจำเดือนมี.ค. ที่มีกำหนดเผยแพร่ในช่วงปลายสัปดาห์นี้