ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเล็กน้อยในวันอังคาร (7 เม.ย.) ส่วนดัชนี S&P500 และ Nasdaq ดีดตัวขึ้นปิดในแดนบวกช่วงท้ายตลาด หลังมีสัญญาณบ่งชี้ถึงความคืบหน้าในการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ขณะที่เหลือเวลาอีกไม่นานก็จะถึงเส้นตายที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 46,584.46 จุด ลดลง 85.42 จุด หรือ -0.18%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,616.85 จุด เพิ่มขึ้น 5.02 จุด หรือ +0.08% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,017.85 จุด เพิ่มขึ้น 21.51 จุด หรือ +0.10%
ปธน.ทรัมป์ระบุว่า หากอิหร่านไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในวันอังคาร เวลา 20.00 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับวันนี้ (8 เม.ย.) เวลา 07.00 น. ตามเวลาไทย สหรัฐฯ จะทำลายสะพานและโรงไฟฟ้าทุกแห่งของอิหร่านให้สิ้นซาก ซึ่งคำประกาศดังกล่าวได้ฉุดดัชนีตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงลงอย่างหนัก
อย่างไรก็ดี ในชั่วโมงสุดท้ายของการซื้อขาย ดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีฟื้นตัวจากการร่วงลงอย่างหนักในช่วงแรก หลังจากเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีของปากีสถาน ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า ความพยายามทางการทูตเพื่อหาทางออกอย่างสันติในการยุติสงครามตะวันออกกลางนั้น มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเรียกร้องให้ปธน.ทรัมป์ขยายเส้นตายให้กับอิหร่านออกไปอีก 2 สัปดาห์ และเรียกร้องให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซในกรอบเวลาเดียวกันเพื่อเป็นการแสดงเจตจำนงที่ดี
ไม่กี่นาทีก่อนที่ตลาดจะปิดทำการ ดัชนี S&P500 และ Nasdaq พลิกกลับขึ้นมาปิดในแดนบวก ซึ่งเป็นการปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 5 ส่วนดัชนีดาวโจนส์ลดช่วงลบ หลังจากร่วงลงอย่างหนักในช่วงแรก
นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซแม้มีคำขู่จากปธน.ทรัมป์ ซึ่งการปิดช่องทางเดินเรือที่สำคัญแห่งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาด และทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งบั่นทอนความหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
ออสแตน กูลสบี ประธานเฟดสาขาชิคาโกกล่าวว่า เขากังวลว่าสงครามจะผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและฉุดเศรษฐกิจให้อ่อนแอลงในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะ Stagflation และทำให้เฟดเผชิญกับความยากลำบากในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย
หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารพุ่งขึ้น 1.04% ตามด้วยกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้น 0.78% ส่วนหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ปรับตัวลง 1.76% และ 0.9% ตามลำดับ
หุ้น UnitedHealth พุ่งขึ้น 9.4% ขณะที่หุ้นตัวอื่น ๆ ในกลุ่มประกันสุขภาพอย่างหุ้น Humana และหุ้น CVS Health พุ่งขึ้น 7.9% และ 6.7% ตามลำดับ หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศว่าจะเพิ่มการจ่ายเงินให้กับบริษัทประกันภาคเอกชนที่เสนอแผน Medicare Advantage สำหรับผู้สูงอายุ
หุ้น Apple ร่วงลง 2.1% หลังจากสำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่าสมาร์ตโฟนรุ่นพับได้ของบริษัท Apple ที่ตลาดรอคอยมานาน กำลังประสบปัญหาด้านวิศวกรรม
หุ้น Broadcom ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ พุ่งขึ้น 6.2% หลังบริษัทลงนามในข้อตกลงระยะยาวกับ Alphabet เพื่อพัฒนาชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) และส่วนประกอบอื่น ๆ ขณะที่หุ้น Intel ปรับตัวขึ้น 4.2% หลังจากบริษัทประกาศว่าจะเข้าร่วมโครงการ Terafab ของอีลอน มัสก์ พร้อมกับบริษัท SpaceX, Tesla และ xAI
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุดเมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ลดลง 1.4% ในเดือนก.พ. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 1.1% หลังจากลดลง 0.5% ในเดือนม.ค.
นักลงทุนจับตาข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันพฤหัสบดี และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันศุกร์ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ว่าสงครามอิหร่านจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มากเพียงใด