ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ปรับตัวลงในวันนี้ (13 เม.ย.) หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ส่งผลให้ตลาดยังคงเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์
ณ เวลา 17.17 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ลดลง 257 จุด หรือ -0.53% สู่ระดับ 47,872 จุด ขณะที่นักลงทุนจำนวนมากหันมาใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบระมัดระวัง หลังประเมินว่าความขัดแย้งในภูมิภาคมีแนวโน้มยืดเยื้อ
ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากข้อตกลงหยุดยิงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังคงอยู่ในภาวะไม่แน่นอน เนื่องจากไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในการเจรจาทางการทูตระหว่างสองประเทศในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ในเวลาเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาความเป็นไปได้ของการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรือของอิหร่าน หลังมีรายงานว่ากองกำลังทหารสหรัฐฯ อยู่ห่างจากการเริ่มปฏิบัติการดังกล่าวเพียงไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระตุ้นให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
ราคาน้ำมันดิบกลับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันนี้ หลังจากก่อนหน้านี้แตะระดับสูงสุดในรอบ 26 เดือน
การพุ่งขึ้นของต้นทุนเชื้อเพลิงยังส่งผลให้ราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปีในเดือนมี.ค. ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง และเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
บรรยากาศการลงทุนสะท้อนภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง โดยนักลงทุนโยกเงินเข้าสู่ดอลลาร์สหรัฐและลดการถือครองหุ้นลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หุ้นหลายกลุ่มเผชิญแรงขาย
หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยหุ้น Delta Air Lines ร่วงลง 2.2% และหุ้น JetBlue Airways ร่วงลง 3.8% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด หลังสายการบินทั้งสองเตือนว่าต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ต้องปรับขึ้นค่าโดยสาร
ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวในทิศทางบวก โดยหุ้น Chevron, Exxon Mobil และ ConocoPhillips ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
อีกปัจจัยที่ตลาดให้ความสนใจคือการเปิดฤดูกาลรายงานผลประกอบการของสหรัฐฯ โดย Goldman Sachs จะเป็นบริษัทแรกที่รายงานผลประกอบการในวันนี้ ขณะที่หุ้นของ Goldman ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด
นักลงทุนยังจับตาความเห็นของผู้บริหารอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลา 7 สัปดาห์
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันและมุมมองรายไตรมาสของ Goldman จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าตลาดจะยังคงสะท้อนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในราคาหุ้นต่อไป หรือผลประกอบการของบริษัทจะกลับมาเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางตลาดอีกครั้ง