ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบในวันพุธ (15 เม.ย.) โดยหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคกดดันตลาด ขณะที่นักลงทุนยังคงรอความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างระมัดระวัง
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,559.58 จุด ลดลง 49.48 จุด หรือ -0.47%
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า สงครามใกล้จะสิ้นสุดลง ขณะที่เจ้าหน้าที่จากปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางได้เดินทางถึงกรุงเตหะรานของอิหร่านแล้ว นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกฉบับระบุว่า สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังพิจารณาขยายระยะเวลาการหยุดยิง
ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยในวันพุธ โดยยังทรงตัวต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานของอังกฤษปรับตัวลง 0.8%
หุ้นกลุ่มธนาคารลดช่วงติดลบส่วนใหญ่ลง ก่อนปิดตลาดลดลง 0.2%
หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นกลุ่มที่ช่วยหนุนตลาด กลับมากดดันดัชนีในช่วงท้าย โดยหุ้น GSK ร่วงลง 2.7%
กลุ่มสินค้าส่วนบุคคลได้รับแรงกดดันจากหุ้น Burberry ที่ร่วงลง 2.2% หลังผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มเดียวกันอย่าง Kering และ Hermes สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่โลหะมีค่าปรับตัวลงมากที่สุดเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยลดลง 2.2% หลังราคาทองคำปรับตัวลงเล็กน้อย
บรรดานักลงทุนยังหันไปติดตามความคืบหน้าของบริษัทต่าง ๆ และผลประกอบการ เพื่อประเมินว่า บริษัทจะรับมือกับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้อย่างไร
หุ้น Antofagasta ปิดบวกเล็กน้อย หลังระบุว่า การผลิตทองแดงคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบรายไตรมาสตลอดทั้งปี
หุ้น Saga พุ่งขึ้น 6% หลังบริษัทด้านท่องเที่ยวและประกันภัยสำหรับลูกค้าอายุเกิน 50 ปี ระบุว่า บริษัทมีความคืบหน้าเร็วกว่ากำหนดในการบรรลุเป้าหมายกำไรระยะกลาง
Barratt Redrow ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของอังกฤษ ปรับลดการใช้จ่ายด้านที่ดินและเป้าหมายการอนุมัติโครงการ แต่ราคาหุ้นกลับพุ่งขึ้น 3.5%