ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดปรับตัวลดลงในวันนี้ (23 เม.ย.) แม้ระหว่างวันจะพุ่งทะลุระดับ 60,000 จุดได้เป็นครั้งแรกจากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่สุดท้ายถูกแรงเทขายทำกำไรกดดัน เนื่องจากนักลงทุนกังวลภาวะตลาดร้อนแรงเกินไป
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 59,140.23 จุด ลดลง 445.63 จุด หรือ -0.75%
หุ้นที่ปรับตัวลง ได้แก่ กลุ่มโลหะที่ไม่มีส่วนผสมของเหล็ก กลุ่มขนส่งทางอากาศ และกลุ่มบริการ
ในช่วงเปิดตลาด ดัชนีทะยานผ่านแนวต้านทางจิตวิทยาที่ระดับ 60,000 จุดอย่างรวดเร็ว โดยแตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 60,013.98 จุด ขานรับแรงซื้อหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งนักลงทุนเชื่อมั่นในผลประกอบการก่อนเข้าสู่ฤดูกาลประกาศงบการเงิน นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการหยุดยิงอย่างไม่มีกำหนดในสงครามอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้หุ้นวอลล์สตรีทและหุ้นโตเกียวปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากวันพุธ (22 เม.ย.)
อย่างไรก็ตาม หลังจากดัชนีแตะระดับ 60,000 จุด ได้เกิดแรงขายผ่านโปรแกรมเทรด (Program Selling) และการล็อกกำไรของนักลงทุน ส่งผลให้ดัชนีดิ่งลงลึกถึงราว 1,000 จุดในช่วงสั้น ๆ ก่อนจะแกว่งตัวในกรอบแคบแถว 59,000 จุดในช่วงบ่าย เพื่อปรับสถานะการลงทุนก่อนช่วงพีคของการประกาศผลประกอบการ
วาตารุ อากิยามะ นักกลยุทธ์จากฝ่ายเนื้อหาการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ ระบุว่า การพุ่งขึ้นรอบนี้ขับเคลื่อนโดยหุ้นเพียงบางตัวเท่านั้น ขณะที่ มาซาฮิโระ ยามากูจิ หัวหน้าฝ่ายวิจัยการลงทุนของ SMBC Trust Bank ชี้ว่า นักลงทุนเลือกขายทำกำไรหลังจากดัชนีแตะหมุดหมายสำคัญที่ 60,000 จุด หลังปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ หากย้อนไปก่อนเกิดสงครามอิหร่าน ดัชนีนิกเกอิเคยขยับใกล้ระดับ 60,000 จุด และแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่กว่า 59,000 จุด เมื่อวันที่ 26 ก.พ. หลังพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ชนะการเลือกตั้งทั่วไปอย่างถล่มทลาย แต่ต่อมาดัชนีร่วงลงหนักสู่ระดับ 50,500 จุด จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่กดดันญี่ปุ่นในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้ในที่สุด