ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบในวันศุกร์ (24 เม.ย.) ขณะที่นักลงทุนประเมินสัญญาณเบื้องต้นเกี่ยวกับการกลับมาเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และ อิหร่านอีกครั้ง รวมทั้งได้รับแรงกดดันจากคำเตือนของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ที่ระบุว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกอาจเผชิญแรงกดดัน
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,379.08 จุด ลดลง 77.93 จุด หรือ -0.75%
ดัชนี FTSE 100 ปรับตัวลงรายสัปดาห์เป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ และลบล้างการปรับตัวขึ้นทั้งหมดนับตั้งแต่มีการประกาศหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯอิหร่านในช่วงต้นเดือนนี้
แหล่งข่าวรัฐบาลปากีสถานเปิดเผยว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน มีกำหนดเดินทางถึงกรุงอิสลามาบัด ในวันศุกร์ เพื่อหารือแนวทางที่เป็นไปได้ในการเริ่มต้นการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอีกครั้ง
นักลงทุนยังคงอยู่ในภาวะวิตกกังวล เนื่องจากราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ
ซาราห์ บรีเดน รองผู้ว่าการ BoE กล่าวกับ BBC เมื่อวันศุกร์ว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง เนื่องจากราคาหุ้นในปัจจุบันยังไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงจำนวนมากที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญอยู่
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกดดันหุ้นกลุ่มสายการบิน โดยหุ้นของ Wizz Air ร่วงลง 3.3%
หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ได้แก่ Barclays และ HSBC ลดลง 0.9% และ 1.3% ตามลำดับ
หุ้นบริษัทยารายใหญ่ AstraZeneca ลดลง 3.7% และบริษัทคู่แข่ง GSK ลดลง 2.7% ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์ปรับตัวลง 3%
ข้อมูลเศรษฐกิจแสดงให้เห็นว่า ยอดค้าปลีกของสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนมี.ค. ขณะที่ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ได้แก่ Tesco และ Sainsbury เตือนในสัปดาห์นี้ว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมีแนวโน้มจะบดบังแนวโน้มผลประกอบการของบริษัท
หุ้นกลุ่มค้าปลีกปรับตัวขึ้น 0.1% โดยเป็นหนึ่งในไม่กี่กลุ่มที่ปรับตัวขึ้น
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 1% โดยหุ้น Computacenter พุ่งขึ้น 14.5% หลังบริษัทเทคโนโลยีและบริการรายนี้ระบุว่าผลกำไรทั้งปีจะสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
ขณะที่หุ้น Mondi ร่วงลง 11.1% รั้งอันดับต่ำสุดในดัชนี FTSE 100 หลังบริษัทบรรจุภัณฑ์รายดังกล่าวเตือนถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากสงครามกับอิหร่าน