ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดลบในวันนี้ (30 เม.ย.) ขณะที่เงินเยนและพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นต่างเผชิญแรงกดดันจนเกิดภาวะ "เทขายทั้ง 3 ตลาด" (Triple sell-off) หลังจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางความกังวลระลอกใหม่ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ขาดแคลนทรัพยากร
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 59,284.92 จุด ลดลง 632.54 จุด หรือ -1.06%
หุ้นกลุ่มที่ปรับตัวลดลงนำตลาด ได้แก่ กลุ่มขนส่งทางบก กลุ่มไฟฟ้าและก๊าซ ตลอดจนกลุ่มก่อสร้าง
ความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิง พุ่งแตะ 2.535% ในช่วงหนึ่ง ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบประมาณ 27 ปี
ด้านค่าเงินเยนร่วงลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2567 ซึ่งสร้างความกดดันให้แก่ทางการญี่ปุ่นที่เคยออกมาเตือนเกี่ยวกับการอ่อนค่าอย่างหนักของเงินเยน โดยหลังจากพุ่งทะลุแนว 160 เยนต่อดอลลาร์ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ ดอลลาร์สหรัฐก็แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมาเคลื่อนไหวในช่วงปลาย 160 เยนในการซื้อขายที่ตลาดโตเกียว
สาเหตุที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น มาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นจะยังคงกว้างต่อไป ประกอบกับนักลงทุนหันมาถือครองดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่สถานการณ์มีความไม่แน่นอน
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แม้มีมติไม่ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อวันอังคาร (28 เม.ย.) แต่ยังเปิดช่องว่าอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยจะพิจารณาจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น
บรรยากาศการลงทุนยิ่งซบเซาลงเมื่อสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบราว 3 สัปดาห์ที่ระดับกว่า 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระยะสั้น ๆ หลังจากมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ไม่ได้ปฏิเสธว่า อาจมีการใช้กำลังทางทหาร และจะเดินหน้าปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซต่อไปจนกว่าจะได้ข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ปัจจัยทั้งหมดนี้ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำสายสำคัญในการขนส่งพลังงาน
ทางด้านมาซาฮิโระ ยามากูจิ หัวหน้าฝ่ายวิจัยการลงทุนของ SMBC Trust Bank กล่าวประเมินสถานการณ์ว่า "สถานการณ์ (ในตะวันออกกลาง) เริ่มตึงเครียดมากขึ้น ซึ่งถ้ามองในมุมเศรษฐกิจมหภาคแล้ว ผลกระทบเชิงลบจะยิ่งเห็นได้ชัดเจนในเศรษฐกิจของญี่ปุ่น (ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน) หากราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป" นอกจากนี้ เขายังให้ความเห็นเพิ่มเติมถึงความเคลื่อนไหวในตลาดปริวรรตเงินตราด้วยว่า "ตอนนี้ (นักลงทุน) กำลังพยายามทดสอบดูว่าจะดันไปได้ไกลแค่ไหน... เพราะดู ๆ แล้วมันก็เป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก"