ตลาดหุ้นยุโรปปิดพุ่งกว่า 1% ในวันพฤหัสบดี (30 เม.ย.) ซึ่งเป็นวันซื้อขายสุดท้ายของเดือนเม.ย. ทำสถิติพุ่งสูงสุดรายเดือนในรอบกว่าหนึ่งปี โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ดีเกินคาด ขณะที่ ECB มีมติคงดอกเบี้ยตามคาด
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 611.28 จุด เพิ่มขึ้น 8.32 จุด หรือ +1.38%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,114.84 จุด เพิ่มขึ้น 42.71 จุด หรือ +0.53%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,292.38 จุด เพิ่มขึ้น 337.82 จุด หรือ +1.41% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,378.82 จุด เพิ่มขึ้น 165.71 จุด หรือ +1.62%
ดัชนีหุ้นยุโรปฟื้นตัวจากที่ร่วงลงอย่างรุนแรงในเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีพุ่งขึ้นถึง 4.8% ในเดือนเม.ย. ซึ่งถือเป็นผลงานรายเดือนที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2568
อย่างไรก็ตาม ระดับการซื้อขายในปัจจุบันยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน โดยถึงแม้ความหวังเรื่องการยุติความขัดแย้งในเร็ววันจะช่วยพยุงตลาดในช่วงต้นเดือน แต่การเจรจาที่ชะงักงันและราคาน้ำมันดิบที่ซื้อขายเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นปัจจัยกดดัน
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันพฤหัสบดีตามการคาดการณ์ของตลาด ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.00% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2.40% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 2.15% โดยเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน แม้ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น และการเติบโตทางเศรษฐกิจในยูโรโซนชะลอตัวลง
ECB ระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยืนยันแนวโน้มเงินเฟ้อที่มีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยแรงกดดันด้านราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มอ่อนแอลง
ECB ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ในระยะกลาง โดยข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อในยูโรโซนพุ่งขึ้น 3% ในเดือนเม.ย. ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB
ECB ยอมรับว่าสงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นอย่างมาก ซึ่งผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นและกดดันความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ทางธนาคารจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะดำเนินนโยบายการเงินโดยพิจารณาจากข้อมูลที่ได้รับ และจะทำการตัดสินใจเป็นรายครั้งในการประชุมแต่ละครั้ง โดยผู้กำหนดนโยบายจะไม่ผูกมัดล่วงหน้ากับทิศทางอัตราดอกเบี้ยใด ๆ อย่างเฉพาะเจาะจง
ภายหลังการตัดสินใจดังกล่าว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วกลุ่มยูโรโซนปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนลดการวางเดิมพันเกี่ยวกับการเร่งขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการคาดการณ์ดอกเบี้ยของ ECB ปรับตัวลดลง 0.07% มาอยู่ที่ระดับ 2.65%
สำหรับบรรยากาศการซื้อขายในวันพฤหัสบดี หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มสุขภาพเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนดัชนี โดยปรับตัวขึ้น 1.7% และ 2.2% ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภคบวก 2.1%
ตัวเลขผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาดมีส่วนช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยล่าสุด LSEG I/B/E/S ประเมินว่า กำไรไตรมาสแรกของบริษัทในดัชนี STOXX 600 จะเติบโต 6.9% เพิ่มขึ้นจากที่เคยประมาณการไว้ที่ 2.8% เมื่อช่วงต้นเดือน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องจับตาดูผลกระทบจากความขัดแย้งที่จะมีต่อการคาดการณ์ในอนาคต
ทั้งนี้ หุ้น Rolls-Royce พุ่งขึ้น 7.6% หลังบริษัทยืนยันเป้าหมายกำไรตามเดิม หนุนหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศบวก 2.6%
บริษัทยายักษ์ใหญ่อย่าง AstraZeneca และ Novo Nordisk ปรับตัวขึ้น 1.9% และ 6.5% ตามลำดับ
อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มธนาคารในยูโรโซนปิดที่ลบ 0.1% หลังจากธนาคารในฝรั่งเศสรายงานผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างซบเซา โดย BNP Paribas, Societe Generale และ Credit Agricole ร่วงลงระหว่าง 1.4% ถึง 3.7%
หุ้น Universal Music Group ร่วงลง 8.1% หลังรายได้ไตรมาสแรกลดลงผลจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัว และแผนการขายหุ้นครึ่งหนึ่งที่ถืออยู่ใน Spotify
หุ้น Puma ผู้ผลิตชุดกีฬาสัญชาติเยอรมัน พุ่ง 5.3% หลังรายงานยอดขายและกำไรจากการดำเนินงานไตรมาสแรกสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้