ตลาดหุ้นลอนดอนปิดร่วงลงมากกว่า 1% ในวันอังคาร (5 พ.ค.) หลังนักลงทุนกลับมาซื้อขายอีกครั้งหลังวันหยุดธนาคาร และเผชิญแรงเทขายในหุ้นกลุ่มการเงิน จากผลขาดทุนที่ไม่คาดคิดของ HSBC รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,219.11 จุด ลดลง 144.82 จุด หรือ -1.40% ซึ่งถือเป็นการร่วงลงรายวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปลายเดือนมี.ค.
หุ้น HSBC ร่วงลง 5.9% หลังรายงานยอดขาดทุน 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากคดีฉ้อโกงที่ไม่คาดคิด ทำให้นักลงทุนกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงของสินเชื่อภาคเอกชน
ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารโดยรวมร่วงลง 4.6% สู่ระดับใกล้ต่ำสุดในรอบเกือบ 1 เดือน
ตลาดโดยรวมยังได้รับแรงกดดันจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่าถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน แม้ว่าสหรัฐฯ ยืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางยังคงมีผลอยู่ แม้มีการปะทะกันเมื่อวันก่อนหน้า
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ใกล้ระดับ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้เกิดความกังวลว่า ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงจะกระตุ้นเงินเฟ้อ และบีบให้ธนาคารกลางรายใหญ่ต้องคงนโยบายการเงินที่เข้มงวด
นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ถึง 3 ครั้งภายในสิ้นปี 2569
หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวปรับตัวลงจากความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น โดยหุ้น Carnival ร่วงลง 3.7% และหุ้น IAG เจ้าของสายการบิน British Airways ลดลง 1.6%
หุ้น Intertek ของอังกฤษพุ่งขึ้นเกือบ 6% หลังบริษัทระบุว่ากำลังพิจารณาข้อเสนอซื้อกิจการฉบับปรับปรุงจาก EQT AB บริษัทไพรเวทอิควิตีจากสวีเดน
หุ้น BT Group ผู้ให้บริการบรอดแบนด์และมือถือรายใหญ่ที่สุดของอังกฤษ ปรับขึ้น 1.7% หลัง BofA Global Research ปรับคำแนะนำลงทุนเป็น "ซื้อ" โดยระบุถึงศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลที่สูงขึ้น
หุ้น Vodafone ร่วงลง 2.2% หลังบริษัทโทรคมนาคมตกลงเข้าซื้อสัดส่วนการถือหุ้นใน VodafoneThree จาก CK Hutchison เป็นมูลค่า 4.3 พันล้านปอนด์ หรือ 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ