ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดบวก 159.95 จุด แต่ S&P500 ปิดลบจากแรงขายหุ้นเทคฯ

ข่าวต่างประเทศ Tuesday May 19, 2026 06:28 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ (18 พ.ค.) แต่ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ปิดลบ เนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไรหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและราคาน้ำมันยังทำให้นักลงทุนวิตกกังวลว่าเงินเฟ้อและต้นทุนการกู้ยืมอาจจะอยู่ในระดับสูงต่อไปอีก

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,686.12 จุด เพิ่มขึ้น 159.95 จุด หรือ +0.32%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,403.05 จุด ลดลง 5.45 จุด หรือ -0.07% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,090.73 จุด ลดลง 134.41 จุด หรือ -0.51%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นมาตรวัดต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก ทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2568 เนื่องจากความกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอันเนื่องมาจากภาวะชะงักงันของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวสูงขึ้นด้วย

ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 36.7% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ หลังสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงเกินคาดในสัปดาห์ที่แล้ว

ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดตลาดพุ่งขึ้นกว่า 3% แต่ราคาน้ำมันลดช่วงบวกหลังตลาดปิดทำการ ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กลดช่วงลบ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่าเขาได้ระงับแผนการโจมตีอิหร่านเอาไว้ก่อน เพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน หลังจากที่อิหร่านได้ส่งข้อเสนอสันติภาพฉบับใหม่ให้กับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ปธน.ทรัมป์กล่าวเสริมว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งหากไม่มีข้อตกลง

นักวิเคราะห์จาก NFJ Investment Group กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันเป็นปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในขณะนี้ ซึ่งตัวแปรสำคัญคือการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นสาเหตุให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้การคาดการเงินเฟ้อหลุดจากกรอบ นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรได้สร้างแรงกดดันต่อหุ้นของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีระยะเวลาการลงทุนยาวนาน เช่น กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มผู้ผลิตชิป

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี S&P500 โดยลดลง 0.97% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวลง 0.42% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 1.8% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคดีดตัวขึ้น 1.3%

สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Dominion Energy ซึ่งเป็นบริษัทด้านสาธารณูปโภค พุ่งขึ้น 9.4% หลังจากมีรายงานว่า NextEra Energy ซึ่งเป็นบริษัทพลังงาน จะเข้าซื้อกิจการของ Dominion Energy ภายใต้ข้อตกลงในรูปหุ้นทั้งหมด มูลค่าประมาณ 6.68 หมื่นล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หุ้น NextEra ร่วงลง 4.6%

หุ้น Regeneron ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยารายใหญ่ ดิ่งลง 9.8% หลังจากมีรายงานว่าการทดลองยารักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนังยังไม่บรรลุเป้าหมายของบริษัท

หุ้น Nvidia ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ ปรับตัวลง 1.3% ก่อนที่บริษัทจะเปิดเผยผลประอบการในวันพุธนี้ (20 พ.ค.) โดยนักลงทุนจับตาผลประกอบการของ Nvidia อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลตอบแทนที่ทางบริษัทจะได้รับจากการลงทุนจำนวนมากในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ขณะที่หุ้น Walmart ดีดตัวขึ้น 1.4% ก่อนที่บริษัทค้าปลีกรายใหญ่แห่งนี้จะเปิดเผยผลประกอบการในสัปดาห์นี้ โดยนักลงทุนเกาะติดผลประกอบการของ Walmart อย่างใกล้ชิดเช่นกัน เพื่อประเมินแนวโน้มอุปสงค์ของผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ราคาพลังงานและเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ