ตลาดหุ้นลอนดอนปิดทรงตัวในวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) โดยบรรยากาศการลงทุนยังผันผวน หลังข้อมูลเศรษฐกิจในประเทศออกมาต่ำกว่าคาด และความกังวลต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีความคืบหน้ายังคงกดดันตลาด
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,443.47 จุด เพิ่มขึ้น 11.13 จุด หรือ +0.11%
ผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้ออกคำสั่งว่า ยูเรเนียมระดับเกือบใช้ทำอาวุธจะต้องไม่ถูกส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นการย้ำจุดยืนของอิหร่านในประเด็นสำคัญข้อหนึ่งของสหรัฐฯ ในการเจรจาสันติภาพ
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจที่เปิดเผยในวันพฤหัสบดีพบว่า บริษัทในสหราชอาณาจักรเผชิญการหดตัวของกิจกรรมทางธุรกิจในวงกว้างมากที่สุดในรอบกว่า 1 ปี สืบเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามและความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ
นักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics ระบุว่า ตัวเลขเหล่านี้ช่วยสนับสนุนมุมมองเบื้องต้นว่า เงื่อนไขที่จะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงยาวนานยังไม่น่าจะเกิดขึ้น
การเปิดเผยข้อมูลเมื่อต้นสัปดาห์นี้บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อเดือนเม.ย. ออกมาต่ำกว่าคาด ขณะที่อัตราการว่างงานขยับขึ้น
ขณะเดียวกัน สภาอุตสาหกรรมอังกฤษ (CBI) ระบุว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานในเดือนพ.ค. หดตัวแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2563
หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีที่สุด ตามมาด้วยหุ้นเหมืองแร่โลหะอุตสาหกรรม และกลุ่มค้าปลีก
หุ้น Autotrader ร่วงลง 8.8% หลังรายงานยอดขายชะลอตัว โดยเป็นหุ้นที่กดดันดัชนี FTSE 100 มากที่สุด
หุ้นกลุ่มอุปกรณ์และบริการทางการแพทย์ลดลง 1.6% โดยถูกกดดันจากหุ้น Convatec ที่ร่วงเกือบ 5% หลังเตือนถึงแรงกดดันต่ออัตรากำไร