ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันศุกร์ (22 พ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนขานรับสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจายุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 50,579.70 จุด เพิ่มขึ้น 294.04 จุด หรือ +0.58%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,473.47 จุด เพิ่มขึ้น 27.75 จุด หรือ +0.37% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,343.97 จุด เพิ่มขึ้น 50.87 จุด หรือ +0.19%
ดัชนี S&P500 ปิดทำสถิติปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 8 ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่สถิติ 9 สัปดาห์สิ้นสุดลงในเดือนธ.ค. 2566
หุ้น 9 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของ S&P500 ปรับตัวขึ้น นำโดยกลุ่มเฮลท์แคร์ สาธารณูปโภค อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี ส่วนกลุ่มการสื่อสารและสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นปรับตัวลง
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเป็นแรงหนุนหลักของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในช่วงที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้น โดยดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดฟิลาเดลเฟียปิดบวก โดยได้แรงหนุนจากหุ้น Qualcomm ที่พุ่งขึ้น 12% ขณะที่หุ้น Nvidia ปรับตัวลง 1.90%
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า สหรัฐฯ มีความคืบหน้าบางส่วนในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน แต่ยังต้องมีการทำงานเพิ่มเติม ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่า ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างสองฝ่าย
นักวิเคราะห์จาก Ocean Park Asset Management กล่าวว่า ฤดูกาลประกาศผลประกอบการออกมาดีมาก และข้อมูลเศรษฐกิจโดยรวมยังแข็งแกร่ง ทำให้ภาพรวมพื้นฐานยังดูดีมาก
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ความขัดแย้งเป็นอุปสรรคสำคัญของตลาดหุ้น แต่ข่าวในวันนี้ดูเป็นเชิงบวกและช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในระดับหนึ่ง
หุ้นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ในสหรัฐฯ พุ่งขึ้น หลังผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Lenovo Group ของจีนซึ่งรายงานรายได้เพิ่มขึ้นเกินคาด 27% โดยหุ้น Dell Technologies ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่หลังพุ่งขึ้น 17% และหุ้น HP Inc พุ่งขึ้น 15%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับตัวลงจากระดับสูงก่อนหน้านี้ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีลดลง 0.026% มาอยู่ที่ 4.558%
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดพันธบัตรเริ่มชะลอความร้อนแรง และอัตราผลตอบแทนกำลังปรับตัวลงจากจุดสูงสุดในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวก
เควิน วอร์ช เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในช่วงเวลาสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งกับอิหร่านเริ่มกดดันเงินเฟ้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภค
หุ้น Estée Lauder พุ่งขึ้น 12% หลังบริษัทเครื่องสำอางรายนี้และบริษัท Puig จากสเปน ยุติการเจรจาดีลควบรวมกิจการ
หุ้น Workday พุ่งขึ้น 5% หลังบริษัทซอฟต์แวร์ด้านทรัพยากรบุคคลรายงานรายได้และกำไรไตรมาสแรกสูงกว่าคาด