ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดลบในการซื้อขายวันนี้ (5 มิ.ย.) โดยมีช่วงหนึ่งที่ดัชนีร่วงลงไปกว่า 2% ท่ามกลางแรงกดดันที่กลับมาอีกครั้งต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งปรับตัวลงตามทิศทางหุ้นชิปในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ร่วงลงเมื่อคืนนี้ ส่งผลให้นักลงทุนเดินหน้าเทขายทำกำไรหุ้นเทคโนโลยีที่เพิ่งราคาพุ่งขึ้นไปเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่แรงซื้อหุ้นกลุ่มการเงินและหุ้นที่ราคายังขยับขึ้นไม่มากช่วยพยุงตลาดโดยรวมไว้ได้บ้าง
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 66,588.12 จุด ร่วงลง 882.57 จุด หรือ -1.31%
หุ้นกลุ่มที่ร่วงลงนำตลาด ได้แก่ กลุ่มโลหะที่ไม่มีส่วนผสมของเหล็ก กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มเคมีภัณฑ์
บรรยากาศการลงทุนในตลาดถูกกดดันจากการเทขายหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ร่วงลงตามหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งผลให้ดัชนีนิกเกอิจมอยู่ในแดนลบตลอดทั้งวัน
อย่างไรก็ดี ภาพรวมตลาดในวงกว้างยังคงทรงตัวได้ค่อนข้างแข็งแกร่ง เนื่องจากนักลงทุนหันไปซื้อหุ้นที่ราคายังปรับตัวตามตลาดไม่ทัน เช่น หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
นอกจากนี้ ข้อมูลของรัฐบาลที่เปิดเผยในวันนี้ระบุว่า ค่าจ้างที่แท้จริงของญี่ปุ่นในเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 1.9% จากเมื่อปีก่อนหน้า นับเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน โดยบรรดาโบรกเกอร์กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวช่วยจุดประกายความคาดหวังว่า ค่าจ้างที่ปรับตัวสูงขึ้นนี้จะส่งผลให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ตลอดจนช่วยหนุนผลกำไรของบริษัทต่าง ๆ ให้เติบโตขึ้นตามไปด้วย
ด้านหุ้นกลุ่มการเงินที่แข็งแกร่งยังช่วยลดทอนแรงกดดันขาลงของตลาด ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลกำไรให้กับการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์
มาซาฮิโระ อิจิกาวะ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดจากบลจ. ซูมิโตโม มิตซุย ดีเอส กล่าวว่า "ตลาดร่วงลงหนักกว่าที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่เริ่มเปิดตลาด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเทขายเพื่อปรับฐานทางเทคนิค หลังจากที่ตลาดพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา" พร้อมกล่าวเสริมว่า "จุดสนใจหลังจากนี้จะอยู่ที่ว่า จะมีข่าวดีมาช่วยหนุนตลาดจากกระแสความตื่นตัวด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และชิปอีกหรือไม่ หรือจะมีข่าวที่ส่งสัญญาณว่า กระแส AI เริ่มหยุดชะงักลงแล้ว"