ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกในวันพุธ (10 มิ.ย.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น อย่างไรก็ตาม ดัชนียังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ขณะที่นักลงทุนติดตามสถานการณ์หยุดยิงที่ยังเปราะบางในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,254.81 จุด เพิ่มขึ้น 27.48 จุด หรือ +0.27%
หุ้น Tesco และ Unilever ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เป็นหนึ่งในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยต่างพุ่งขึ้นมากกว่า 2%
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังอยู่ในระดับสูง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีกัน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า อิหร่านใช้เวลานานเกินไปในการเจรจาข้อตกลง และจะต้องชดใช้ผลที่ตามมา
ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นหลังการแสดงความเห็นของทรัมป์ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานของอังกฤษปรับตัวขึ้น 1.9%
หุ้น WH Smith ร่วงลง 16.2% หลังปรับลดคาดการณ์กำไรประจำปีเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 เดือน พร้อมประกาศเพิ่มทุนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน
หุ้นกลุ่มธนาคารเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุด โดยลดลง 1%
หุ้น HSBC และหุ้น Standard Chartered ซึ่งมีธุรกิจเชื่อมโยงกับฮ่องกง ต่างร่วงลงมากกว่า 1%
ธนาคารทั้งสองแห่งเผชิญแรงกดดันนับตั้งแต่รัฐบาลจีนประกาศใช้มาตรการควบคุมเงินทุนที่เข้มงวดขึ้น เพื่อจำกัดการลงทุนข้ามพรมแดน
หุ้น Pennon Group ซึ่งดำเนินธุรกิจสาธารณูปโภคด้านน้ำ ปรับตัวลง 1.7% หลังประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่เตือนว่า บริษัทจำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน
หุ้น EnQuest พุ่งขึ้น 27% หลังผู้ผลิตน้ำมันที่มุ่งเน้นการดำเนินงานในทะเลเหนือ บรรลุข้อตกลงเข้าซื้อสิทธิประโยชน์ในสัญญาแหล่งผลิตนอกชายฝั่ง 4 แห่งในประเทศมาเลเซีย
ส่วนข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG ระบุว่า ความกังวลด้านเงินเฟ้อทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ภายในเดือนก.ย.ปีนี้