ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดเหนือระดับ 71,000 จุดได้เป็นครั้งแรกในวันนี้ (18 มิ.ย.) ทำสถิติปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันทำการที่ 6 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อยุติสงครามระหว่างทั้งสองประเทศ
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 71,053.49 จุด พุ่งขึ้น 1,151.24 จุด หรือ +1.65% หลังจากพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในระหว่างวันที่ 71,398.58 จุด
หุ้นที่ปรับตัวขึ้นนำตลาด ได้แก่ หุ้นกลุ่มธนาคาร กลุ่มบริการ และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า
ก่อนหน้านี้ ดัชนีนิกเกอิเคยพุ่งทะลุระดับ 70,000 จุดเป็นครั้งแรกในระหว่างวันเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (16 มิ.ย.) แต่ก็ย่อตัวลงมาปิดตลาดต่ำกว่าระดับดังกล่าวในวันนั้นและในวันพุธ (17 มิ.ย.)
แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวลงเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ตลาดหุ้นโตเกียวกลับพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลหลังจากปธน.ทรัมป์ และปธน.เปเซชเคียน ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจซึ่งครอบคลุมข้อตกลง 14 ข้อเพื่อยุติสงคราม โดยข่าวดังกล่าวได้รับการรายงานหลังจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการแล้ว
นอกจากนี้ ดัชนีนิกเกอิยังได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวสูงขึ้น ตามทิศทางของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ หลังจากบริษัทอินเทล (Intel) เปิดเผยว่าได้เริ่มกระบวนการผลิตในขั้นต้นของโหนดการผลิตชิปที่ล้ำสมัยที่สุดของบริษัทแล้ว
มาซาฮิโระ อิจิคาวะ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของบริษัท ซูมิโตโม มิตซุย ดีเอส แอสเซต แมเนจเมนต์ ให้ความเห็นว่า นักลงทุนต่างรู้สึกโล่งใจที่ทั้งสองฝ่ายลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เนื่องจากสหรัฐฯ และอิหร่านต้องใช้เวลาพอสมควรในการบรรลุข้อตกลง พร้อมกล่าวเสริมว่า ระดับ 70,000 จุดได้กลายเป็น "ก้าวสำคัญ" ของตลาดไปแล้ว
ด้านมากิ ซาวาดะ นักกลยุทธ์จากฝ่ายเนื้อหาการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ กล่าวว่า "ประเด็นสำคัญในขณะนี้คือการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องประเมินว่าการเดินเรือจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และสามารถเดินเรือผ่านได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมผ่านทางหรือไม่"