ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลดลงในวันพฤหัสบดี (18 มิ.ย.) โดยได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และเทคโนโลยี ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,399.70 จุด ลดลง 108.91 จุด หรือ -1.04%
BoE มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% โดยมีกรรมการเพียง 2 คนจากทั้งหมด 9 คนที่ลงมติสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางความกังวลต่อเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
ด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันพุธ (17 มิ.ย.) แต่เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของเฟด 9 คนคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่โลหะมีค่าปรับตัวลงมากที่สุด หลังราคาทองคำและโลหะเงินอ่อนตัวลง โดยหุ้น Fresnillo และหุ้น Hochschild Mining ร่วงลง 5.8% และ 7.2% ตามลำดับ
หุ้น London Stock Exchange Group เป็นหุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุดรายตัว โดยร่วงลง 7% หลัง Rothschild Redburn ปรับลดคำแนะนำลงทุนสู่ระดับ Neutral ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยรวมร่วงลง 3.3%
หุ้นกลุ่มผู้สร้างบ้านซึ่งอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ปรับตัวลง 1.1% โดยหุ้น Persimmon ร่วงลง 6.1%
Informa ซึ่งเป็นผู้จัดงานแสดงสินค้ารายใหญ่ที่สุดของโลก เป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนี FTSE 100 โดยเพิ่มขึ้น 2.5% หลังคาดการณ์การเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นในปี 2570
หุ้นยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานอย่าง BP และ Shell ต่างปรับตัวลง 1.6% หลังราคาน้ำมันร่วงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มเกิดสงครามอิหร่าน
หุ้น Intertek ปรับตัวขึ้น 1.6% หลังบริษัทด้านการทดสอบและรับรองมาตรฐานตกลงเข้าซื้อกิจการโดย EQT บริษัทไพรเวทอิควิตีจากสวีเดน
เขตเลือกตั้งเมกเกอร์ฟิลด์ทางตอนเหนือของอังกฤษจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นในวันพฤหัสบดี (18 มิ.ย.) ซึ่งอาจนำไปสู่ความท้าทายต่อความเป็นผู้นำของ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แม้เจ้าตัวยืนยันว่าจะดำรงตำแหน่งต่อไป
นักวิเคราะห์ของ J O Hambro Capital Management กล่าวว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองกำลังกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และยังสะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงกว่าที่ข้อมูลเศรษฐกิจควรจะเป็น โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาว
เขาระบุว่า ผลกระทบดังกล่าวส่งผลต่อดัชนี FTSE 250 มากกว่า FTSE 100 เนื่องจาก FTSE 250 มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่า FTSE 100 ซึ่งมีรายได้จากต่างประเทศในสัดส่วนสูงกว่า