ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลดลงในวันศุกร์ (26 มิ.ย.) โดยถูกกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ ขณะที่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,508.02 จุด ลดลง 21.87 จุด หรือ -0.21%
หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นปัจจัยกดดันดัชนี FTSE 100 โดยหุ้น Shell และ BP ต่างปรับตัวลงกว่า 0.9% ตามราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลง 2.3% หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินการอีกครั้ง
ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวลง 1.4%
หุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วงลง 3.9% มากที่สุดในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่หุ้นกลุ่มเคมีภัณฑ์ลดลง 3%
ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มเหมืองแร่โลหะมีค่าปรับตัวขึ้น 2.5% หลังราคาทองคำเพิ่มขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อที่ทำให้ตลาดลดการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ด้านหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Wise ผู้ให้บริการโอนเงิน พุ่งขึ้น 9.6% หลังบริษัทเปิดเผยว่าจำนวนลูกค้าที่ใช้งานเพิ่มขึ้น 21% แตะ 18.9 ล้านรายในปีงบการเงิน 2569 และมีแผนเริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนรอบใหม่
ด้านการเมือง แอนดี เบิร์นแฮม ถูกคาดหมายอย่างกว้างขวางว่าจะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร หลังจาก เคียร์ สตาร์เมอร์ ลาออกเมื่อต้นสัปดาห์นี้ โดยนักลงทุนจับตาแผนนโยบายการคลังของเขา รวมถึงบุคคลที่มีแนวโน้มจะได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่
ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและนันทนาการได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย Heathrow Airport ปรับลดคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารในปี 2569 และเตือนว่ากำไรในปีนี้อาจลดลง
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักลงทุนยังคงระมัดระวังต่อความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นในรอบที่สอง โดยตลาดได้สะท้อนการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยอีก 0.25% ภายในปีนี้