ข่าวอินโฟเควสท์
07:32 กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเผยยอดส่งออกร่วง 8.4% ในเดือนม.ค.   กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ยอดส่งออกร่วงลง 8.4% ในเดือนม.ค. หลังจากลดลง 3…
07:25 รายงานหุ้นถูกชอร์ตเซล ประจำวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562   หลักทรัพย์ ปริมาณหุ้นที่ มูลค่าการ %ปริมาณการขายชอร์ต ขายซอร์ต ขายชอร์ต เทียบกับปริมาณกา…
07:25 รายงานการซื้อขายหุ้นผ่าน NVDR ประจำวันที่ 18 ก.พ. 2562   สรุปภาพรวมการซื้อขายหุ้นผ่าน NVDR ประจำวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 พบว่ามีมูลค่าการซื้อส…
07:22 World Markets: สรุปภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ   ดัชนีและภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ ประจำวันที่ 19 ก.พ…
07:21 ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์อ่อนเทียบค่าเงินหลัก นลท.เทขายสินทรัพย์ปลอดภัยหลังเจรจาการค้าส่งสัญญาณบวก   ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเง…

ดาวโจนส์ไหลไม่หยุด ล่าสุดทรุดตัวกว่า 250 จุด ผวาบอนด์ยีลด์พุ่งทะลุ 3%

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 24 เมษายน 2561 23:31:01 น.

ดัชนีดาวโจนส์ยังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่องในวันนี้ ล่าสุดดิ่งลงกว่า 250 จุด โดยได้รับผลกระทบจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งทะลุระดับ 3%

อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มธนาคารทะยานขึ้นสวนทางตลาด จากการคาดการณ์ที่ว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งขึ้น จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินดีดตัวขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการของธนาคาร

ณ เวลา 23.26 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 24,181.44 จุด ลบ 267.25 จุด หรือ 1.09%
ดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 100 จุดในการซื้อขายช่วงแรก โดยได้ปัจจัยบวกจากการเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่ง

บริษัทล็อคฮีด มาร์ติน, เวอไรซอน คอมมิวนิเคชั่น, แคทเทอร์ พิลลาร์ และโคคา โคล่า ต่างเปิดเผยตัวเลขกำไร และรายได้ในไตรมาส 1 สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

อย่างไรก็ดี ดาวโจนส์ร่วงลงสู่แดนลบในเวลาต่อมา หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งทะลุระดับ 3% ในวันนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนม.ค.2557

ณ เวลา 20.49 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 3.001% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.171%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน
หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทะยานขึ้นเหนือระดับ 3.04% ก็จะเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2554

นักลงทุนทั่วโลกต่างมีความวิตกต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐขณะเข้าใกล้ระดับ 3% ซึ่งเคยส่งผลให้เกิดแรงเทขายอย่างหนักในตลาดหุ้น, พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ในเดือนก.พ.

ทั้งนี้ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินพุ่งขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะเป็นปัจจัยฉุดตลาดหุ้นวอลล์สตรีท และตลาดหุ้นทั่วโลก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงสำหรับอัตราเงินกู้จำนอง และอัตราดอกเบี้ยตราสารหนี้ และเครื่องมือทางการเงินในระบบ

นักลงทุนแห่เทขายพันธบัตร หลังสูญเสียความน่าดึงดูดในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จากการคลายความวิตกในคาบสมุทรเกาหลี และสถานการณ์ในซีเรีย ขณะที่นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ จากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีกว่าคาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ถึงเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอยู่ในช่วงขาลงเป็นเวลานานหลายปี จากการที่เฟด และธนาคารกลางของประเทศต่างๆ พากันใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรในตลาด หลังเกิดวิกฤตการเงินทั่วโลกในปี 2551 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการใช้นโยบายผ่อนคลายดังกล่าวทำให้นักลงทุนต่างเคยชินกับภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ และพากันเข้าซื้อหุ้นในตลาด ส่งผลให้ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นทั่วโลก เนื่องจากคาดว่าเฟดจะยังคงแทรกแซงตลาดต่อไปด้วยการเข้าซื้อพันธบัตร

อย่างไรก็ดี หลังจากที่เฟดประกาศปรับลดงบดุล และลดวงเงินการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ก็ได้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเริ่มดีดตัวขึ้น ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะปรับตัวอยู่ในช่วง 3.0-3.5% ในปลายปีนี้

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่พุ่งขึ้น จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินดีดตัวขึ้น จะทำให้ภาคเอกชนมีต้นทุนในการกู้ยืมมากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีการลดการลงทุน และลดการจ้างงาน ขณะที่ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย และจะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะซบเซา และถดถอยในที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง