ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดร่วง 196.09 จุด เหตุวิตกวิกฤตค่าเงินตุรกีลุกลาม

ข่าวหุ้น-การเงิน Saturday August 11, 2018 06:43 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงไปเกือบ 200 จุดเมื่อคืนนี้ (10 ส.ค.) เนื่องจากความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบจากการทรุดตัวลงของค่าเงินลีราของตุรกีว่าอาจจะส่งผลลุกลามไปยังเศรษฐกิจและการเงินของประเทศอื่นๆ โดยธนาคารกลางยุโรปได้แสดงความกังวลว่าการร่วงลงของค่าเงินลีราจะกระทบต่อธนาคารยุโรป ด้านปธน.ทรัมป์กดดันตุรกีต่อเนื่อง ด้วยการประกาศเพิ่มอัตราภาษีต่อเหล็กและอลูมิเนียมขึ้นอีกสองเท่า

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,313.14 จุด ลดลง 196.09 จุด หรือ -0.77% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,833.28 จุด ลดลง 20.30 จุด หรือ -0.71% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,839.11 จุด ลดลง 52.67 หรือ -0.67%

สำหรับทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลง 0.6% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.3% ขณะที่ Nasdaq ปรับตัวขึ้น 0.4%

ทั้งนี้ ค่าเงินลีราของตุรกียังคงดิ่งลงไม่หยุดในวันศุกร์ โดยดิ่งลง 20% แตะระดับ 6.797 เทียบดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้เพิ่มอัตราภาษีต่อเหล็กและอลูมิเนียมที่นำเข้าจากตุรกีขึ้นอีกสองเท่า

"ผมได้สั่งการให้เพิ่มอัตราภาษีต่อเหล็กและอลูมิเนียมที่นำเข้าจากตุรกีขึ้นอีกสองเท่า ขณะที่ค่าเงินลีราของตุรกีดิ่งลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยขณะนี้ อัตราภาษีต่อเหล็กนำเข้าจะอยู่ที่ 50% และอลูมิเนียมอยู่ที่ 20% โดยความสัมพันธ์ของเรากับตุรกีไม่ราบรื่นในขณะนี้" ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ

การเพิ่มอัตราภาษีต่อเหล็กและอลูมิเนียมที่นำเข้าจากตุรกีมีขึ้น หลังการเจรจาซึ่งมีเป้าหมายเพื่อคลี่คลายวิกฤตทางการเมืองระหว่างตุรกีกับสหรัฐ ประสบภาวะชะงักงัน

ทั้งนี้ สหรัฐเรียกร้องให้ตุรกีปล่อยตัวบาทหลวงแอนดรูว์ บรุนสัน ซึ่งถูกทางการตุรกีควบคุมตัวตั้งแต่ปี 2559 ในข้อหาให้การสนับสนุนการก่อรัฐประหารในปี 2559

เมื่อวันที่ 1 ส.ค. สหรัฐได้ประกาศคว่ำบาตรต่อรัฐมนตรีมหาดไทยและยุติธรรมของตุรกี ซึ่งส่งผลให้มีการอายัดทรัพย์สินในสหรัฐของบุคคลทั้งสอง และชาวสหรัฐจะถูกห้ามทำธุรกรรมกับพวกเขา

นอกจากนี้ ค่าเงินตุรกียังถูกกดดัน หลังจากที่นายเรเซป ตอยยิบ เออร์โดกัน ประธานาธิบดีตุรกี กล่าวเรียกร้องให้ชาวตุรกีแปลงสกุลเงินดอลลาร์และทองคำให้อยู่ในรูปสกุลเงินลีรา

นายเออร์โดกันกล่าวว่า ตุรกีกำลังเผชิญสงครามเศรษฐกิจ และตุรกีจะตอบโต้ประเทศที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อสงครามดังกล่าว ทั้งยังระบุด้วยว่า ดอลลาร์จะไม่สามารถสกัดการขยายตัวของตุรกี และเขาเรียกร้องให้ตุรกีเพิ่มการผลิตและการส่งออก

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของผู้นำสหรัฐและผู้นำตุรกีมีขึ้นหลังจากที่หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทม์ส ได้รายงานก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการดิ่งลงของค่าเงินลีราของตุรกีที่จะมีต่อธนาคารยุโรป โดยเฉพาะธนาคาร BBVA ของสเปน, ธนาคาร UniCredit ของอิตาลี และธนาคาร BNP Paribas ของฝรั่งเศส

ทั้งนี้ ลีราได้ทรุดตัวลง 33% เทียบดอลลาร์ตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการที่รัฐบาลตุรกีใช้งบประมาณจำนวนมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งการที่นายเรเซป ตอยยิบ เออร์โดกัน ประธานาธิบดีตุรกี ได้เข้าแทรกแซงนโยบายการเงินของธนาคารกลาง

การดิ่งลงของค่าเงินลีราจะส่งผลกระทบต่อธนาคารยุโรปที่ได้เข้าไปทำธุรกิจในตุรกี โดย ECB วิตกว่าการทรุดตัวของค่าเงินจะทำให้ภาคธุรกิจของตุรกีผิดนัดชำระหนี้สกุลเงินต่างประเทศ เนื่องจากจะทำให้ลูกหนี้ในตุรกีต้องชำระหนี้ในมูลค่าของลีราที่สูงขึ้น โดยหนี้สกุลเงินต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 40% ของสินทรัพย์ในภาคธนาคารของตุรกี

ข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ระบุว่า ภาคธนาคารของสเปนได้ปล่อยสินเชื่อแก่ตุรกีคิดเป็นวงเงิน 8.33 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารฝรั่งเศสปล่อยสินเชื่อ 3.84 หมื่นล้านดอลลาร์ และธนาคารอิตาลีปล่อยสินเชื่อ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ประเทศในยูโรโซนมีการเกินดุลการค้ากับตุรกี โดยได้ส่งออกคิดเป็นมูลค่า 6.3 หมื่นล้านยูโรในปีที่แล้ว ดังนั้น หากตุรกีประสบภาวะเศรษฐกิจล่มสลาย ก็จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของยูโรโซนเช่นกัน

โดยถึงแม้บริษัทของสหรัฐไม่ได้มีการลงทุนโดยตรงในตุรกีมากเท่ากับบริษัทของยุโรปหรือประเทศอื่นๆ แต่การร่วงลงของเงินลีราก็นับเป็นสัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ถึงภาวะปั่นป่วนวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์กจึงมีความวิตกกังวลและระมัดระวังการซื้อขายเช่นกัน จนส่งผลให้ทั้งสามดัชนีปรับตัวลดลงในการซื้อขายวันศุกร์

ขณะเดียวกัน ภาวะผันผวนของค่าเงินรูเบิลก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มความวิตกกังวลปกคลุมตลาดการเงินสหรัฐเช่นกัน โดยสกุลเงินรูเบิลของรัสเซียทำสถิติทรุดตัวลงในสัปดาห์นี้มากที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันในปี 2558 ขณะที่นักวิเคราะห์จากธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของตลาดวอลล์สตรีทเตือนนักลงทุนให้หลีกเลี่ยงสินทรัพย์รัสเซีย ท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการที่สหรัฐประกาศคว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซีย เพื่อลงโทษรัสเซียกรณีอยู่เบื้องหลังการใช้สารพิษทำลายระบบประสาทลอบสังหารอดีตสายลับรัสเซียและลูกสาวที่ลี้ภัยอยู่ในอังกฤษ

ทั้งนี้ รูเบิลทรุดตัวลง 6.3% ในสัปดาห์นี้ ขณะที่ดิ่งลง 1.4% แตะระดับ 67.5875 เทียบดอลลาร์ในวันศุกร์

ส่วนการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐวานนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนมิ.ย.

การปรับตัวขึ้นของดัชนี CPI ได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวของค่าเช่าบ้าน ขณะที่ราคาอาหารปรับตัวขึ้นเช่นกัน แต่ราคาพลังงานร่วงลง

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนก.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 2.9% เช่นเดียวกันในเดือนมิ.ย.

หากไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนี CPI พื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน โดยสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% เช่นกันในเดือนพ.ค.และมิ.ย.

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI พื้นฐานดีดตัว 2.4% ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2551 หลังจากเพิ่มขึ้น 2.3% ในเดือนมิ.ย.

สำหรับหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวเป็นที่จับตาในการซื้อขายวานนี้ หุ้นอินเทลร่วงลง 2.6% หลังถูกลดน้ำหนักความน่าลงทุนในหุ้นและเป้าหมายราคา หุ้นดร็อปบ็อกซ์ดิ่งราว 10% หลังบริษัทเผยรายงานผลประกอบการไตรมาสสอง รวมถึงข่าวที่ว่าซีโอโอของบริษัทจะก้าวลงจากตำแหน่ง


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ