(REPEAT) ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดร่วง 180.43 จุด วิตกบอนด์ยีลด์พุ่งหลังสหรัฐเผยตัวเลขจ้างงาน

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday October 8, 2018 06:01 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เมื่อวันศุกร์ (5 ต.ค.) โดยตลาดถูกกดดันจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นแอปเปิล อันเนื่องมาจากความตื่นตระหนกต่อรายงานข่าวที่ว่า จีนแอบฝังชิปคอมพิวเตอร์ในเซิร์ฟเวอร์บริษัทสหรัฐ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,447.05 จุด ร่วงลง 180.43 จุด หรือ -0.68% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,788.45 จุด ลดลง 91.06 จุด หรือ -1.16% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,885.57 จุด ลดลง 16.04 จุด หรือ -0.55%

ตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงทั้งสิ้น 0.04% ขณะที่ดัชนี S&P500 ลดลง 0.98% และดัชนี Nasdaq ร่วงลง 3.2% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.ปีนี้

ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังคงได้รับแรงกดดันจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ โดย ณ เวลา 00.37 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 3.242% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2554 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.413%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่งขึ้นหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 134,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.ปีที่แล้ว และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 185,000 ตำแหน่ง โดยกระทรวงแรงงานระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่พายุเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ซึ่งพัดถล่มรัฐนอร์ธและเซาธ์แคโรไลนาในเดือนก.ย. เป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขการจ้างงานลดลงในบางภาคอุตสาหกรรม

ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 3.7% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2512 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงสู่ระดับ 3.8%

สำหรับตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อนั้น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8 เซนต์ หรือ 0.3% ในเดือนก.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% เช่นเดียวกันในเดือนส.ค. และเพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงหนักติดต่อกันเป็นวันที่ 2 หลังจากบลูมเบิร์ก บิสซิเนส วีครายงานว่า รัฐบาลจีนได้ลักลอบฝังไมโครชิปในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของบริษัทสหรัฐเกือบ 30 แห่ง ซึ่งจะทำให้รัฐบาลจีนสามารถลักลอบเข้าถึงเครือข่ายภายในองค์กรของภาคเอกชนและรัฐบาลของสหรัฐได้ โดยบริษัทที่ได้รับผลกระทบรวมถึงบริษัทแอปเปิล อิงค์ และอเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส

ทั้งนี้ หุ้นแอปเปิล ร่วงลง 1.6% หุ้นเฟซบุ๊ก ลดลง 0.96% หุ้นอเมซอน ดิ่งลง 1.04% หุ้นอัลฟาเบท ลดลง 0.8% หุ้นเน็ตฟลิกซ์ ร่วงลง 3.4% หุ้นไมโครซอฟท์ ลดลง 0.6% หุ้น Nvidia ร่วงลง 3.4% หุ้นไมครอน เทคโนโลยีส์ ลดลง 1.3% หุ้นซิสโก ซิสเต็มส์ ลดลง 0.52% และหุ้นอินเทล ดิ่งลง 2.3%

รายงานระบุว่า บริษัทกรีนไลท์ แคปิตอล ของนายเดวิด อินฮอร์น ได้ประกาศเทขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ในบริษัทแอปเปิล เนื่องจากความกังวลที่ว่า รัฐบาลจีนอาจเดินหน้าตอบโต้มาตรการการค้าของสหรัฐ

หุ้นเทสลา ร่วงลง 7.1% หลังจากนายอีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเทสลา ได้ทวีตข้อความล้อเลียนคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) ว่า SEC ย่อมาจาก "Shortseller Enrichment Commission" ภายหลังจากที่ SEC ได้ยื่นฟ้องนายมัสก์ ฐานจงใจหลอกลวงนักลงทุน ด้วยการทวีตข้อความเกี่ยวกับการนำเทสลาออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาด ซึ่งคดีความดังกล่าวทำให้นายมัสก์ต้องจ่ายค่าปรับจำนวน 20 ล้านดอลลาร์ให้แก่ SEC และลงจากตำแหน่งประธานบริษัทเทสลาเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ