ข่าวอินโฟเควสท์
18:09 "ทรัมป์" ขอให้ชาติพันธมิตรยุโรปรับนักโทษ IS กลับไปดำเนินคดี หลังสหรัฐถอนทหารออกจากซีเรีย   ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ขอให้ชาติพันธมิ…
18:03 TOP จ่ายปันผล 1.15 บาท/หุ้น ขึ้น XD 28 ก.พ.   เรื่อง : จ่ายปันผลเป็นเงินสด วันที่คณะกรรมการมีมติ : 15 ก.พ. 2562 ชนิดการปันผล : จ่ายปันผลเป็นเงิ…
18:02 เลือกตั้ง'62: "อนุสรณ์"เผยพรรคการเมืองชูนโยบายศก.-สวัสดิการหวั่นกระทบฐานะทางการคลังหากไม่ปฏิรูประบบภาษี-ระบบงบประมาณ   นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีค…
18:01 PTTOR-BCP ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 0.40 บ./ ลิตร ยกเว้น E85 เพิ่มขึ้น 0.20 บ./ลิตร มีผลพรุ่งนี้   บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (PTTOR) ในกลุ่มบม…
17:36 กรมควบคุมลมพิษ คาดปริมาณ PM มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นพรุ่งนี้ แต่มาตรการลดฝุ่นจะช่วยให้ปริมาณฝุ่นละอองลดลงได้   ศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษทางอาก…

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 336.25 จุด รับความหวังสงครามการค้าใกล้ปิดฉาก

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 19 มกราคม 2562 05:55:17 น.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 4 ในวันศุกร์ (18 ม.ค.) โดยภาวะการซื้อขายได้รับปัจจัยสนับสนุนจากรายงานข่าวที่ว่า สหรัฐกำลังพิจารณาที่จะการผ่อนคลายมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ขณะที่จีนเองก็ได้เสนอเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐ ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจได้รับการแก้ไขในเร็ววัน นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากข้อมูลภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยบดบังความกังวลเกี่ยวกับภาวะชัตดาวน์ในสหรัฐที่ยังคงยืดเยื้อ รวมถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่น่าผิดหวัง

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,706.35 จุด เพิ่มขึ้น 336.25 จุด หรือ 1.38% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,670.71 จุด เพิ่มขึ้น 34.75 จุด หรือ 1.32% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,157.23 จุด เพิ่มขึ้น 72.76 จุด หรือ 1.03%

ทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 3%, S&P500 เพิ่มขึ้น 2.9% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 2.7%
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจะปิดทำการในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ เนื่องในวันมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์

สำหรับภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กในวันศุกร์นั้นเป็นไปอย่างคึกคัก หลังสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า จีนได้เสนอแผนเพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐ โดยจีนเสนอที่จะเพิ่มการนำเข้าสินค้าสหรัฐเป็นเวลา 6 ปี รวมมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ จีนเสนอที่จะเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพื่อลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐที่มีต่อจีนให้เหลือศูนย์ภายในปี 2567 จากที่ขาดดุลการค้าต่อจีนจำนวน 3.23 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว

รายงานดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่ทางการจีนยืนยันว่า นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน จะเดินทางเยือนสหรัฐในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อเปิดการเจรจากับสหรัฐรอบใหม่

ด้านหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหารือกันเกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งอาจจะเป็นการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทหรืออาจจะยกเลิกทั้งหมด โดยมีเป้าหมายที่จะลดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ

รายงานของวอลล์สตรีท เจอร์นัลระบุว่า นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐเป็นผู้เสนอแนวทางดังกล่าว โดยมีเป้าหมายที่จะโน้มน้าวให้จีนยอมทำข้อตกลงการค้าทวิภาคี และเพื่อสร้างเสถียรภาพในตลาดการเงิน

นอกจากนี้ การเปิดเผยตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐที่สดใส ก็เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดเช่นกัน

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานในวันนี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐพุ่งขึ้นมากที่สุดในรอบ 10 เดือนในเดือนธ.ค. โดยได้แรงหนุนจากการผลิตรถยนต์ และสินค้าหลากหลายประเภท

เฟดเปิดเผยว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐพุ่งขึ้น 1.1% ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.ปีที่แล้ว โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% หลังจากขยับขึ้น 0.1% ในเดือนพ.ย.

ส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 76.5% ในเดือนธ.ค. จากระดับ 75.8 ในเดือนพ.ย.

ขณะเดียวกัน นักลงทุนเมินข้อมูลเศรษฐกิจอีกรายการหนึ่งที่ออกมาเป็นลบ โดยผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ก่อนมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2559 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 90.7 ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2559 โดยต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 96.4 หลังจากแตะระดับ 98.3 ในเดือนธ.ค.

การทรุดตัวของดัชนีความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ (ชัตดาวน์), ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า, ภาวะไร้เสถียรภาพในตลาดการเงิน, การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการขาดความชัดเจนของนโยบายการเงิน

หุ้นแคทเทอร์พิลลาร์ บวก 2.18% และโบอิ้ง บวก 1.57% ซึ่งช่วยหนุนดาวโจนส์ให้ปิดพุ่งสูงขึ้นได้กว่า 300 จุด

หุ้นทั้ง 11 กลุ่มหลักในดัชนี S&P500 ต่างปรับตัวขึ้น นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรม โดย 8 ใน 11 กลุ่ม ปรับตัวขึ้นมากกว่า 1%

ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้นราว 1.5% ซึ่งช่วยดันดัชนี Nasdaq ปิดบวกแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม หุ้นเทสลา ดิ่งหนัก 12.97% เป็นแกนนำหุ้นลบในดัชนี Nasdaq หลังบริษัทเผยว่าจะปรับลดจำนวนพนักงานประจำ

นายอีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเทสลา อิงค์ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของสหรัฐ ประกาศปลดพนักงานจำนวน 7% หลังจากที่บริษัทประกาศมาตรการปรับลดค่าใช้จ่ายก่อนหน้านี้ เพื่อหวังลดราคารถยนต์ และเพิ่มกำไรบริษัท

นายมัสก์ไม่ได้ระบุรายละเอียดของจำนวนพนักงานที่จะถูกปลดออก แต่เมื่อพิจารณาจากจำนวนพนักงานทั้งหมด 45,000 คน คาดว่าเทสลาจะปลดพนักงานจำนวน 3,150 คน

นายมัสก์ระบุในอีเมล์ถึงพนักงานว่า บริษัทเผชิญกับภาวะที่ยากลำบากในการบรรลุเป้าหมายระยะยาวในการจำหน่ายรถยนต์พลังงานสะอาดในราคาที่คนทั่วไปสามารถซื้อได้ ทำให้บริษัทจำเป็นต้องปลดพนักงาน ขณะที่เพิ่มการผลิตรถยนต์รุ่น Model 3 และทำการปรับปรุงการผลิตในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

ด้านหุ้นเน็ตฟลิกซ์ ร่วงลงประมาณ 4% หลังจากที่บริษัทเปิดเผยรายได้ที่ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 4

เน็ตฟลิกซ์เปิดเผยว่า บริษัทมีกำไรที่ระดับ 30 เซนต์/หุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 24 เซนต์/หุ้น ส่วนรายได้อยู่ที่ 4.19 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.21 พันล้านดอลลาร์

บริษัทเผยด้วยว่า จำนวนผู้ใช้บริการในสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.53 ล้านรายในไตรมาส 4 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.51 ล้านราย ส่วนจำนวนผู้ใช้บริการในต่างประเทศเพิ่มขึ้น 7.31 ล้านราย สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.14 ล้านราย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง