ดาวโจนส์ไหลไม่หยุด ล่าสุดทรุดเกือบ 400 จุด กังวลผลประกอบการ,ชัตดาวน์

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday January 29, 2019 01:16 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงอย่างต่อเนื่องในวันนี้ ล่าสุดทรุดตัวลงเกือบ 400 จุด หลังการเปิดเผยผลประกอบการที่น่าผิดหวังของบริษัทแคทเธอร์ พิลลาร์ รวมทั้งการที่บริษัท Nvidia Corp ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐ ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์รายได้ของบริษัทประจำไตรมาส 4 ในปีที่แล้ว

นอกจากนี้ นักลงทุนยังกังวลว่า สหรัฐอาจเผชิญภาวะการปิดหน่วยงานรัฐบาล (ชัตดาวน์) อีกครั้งหนึ่ง

ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนในสัปดาห์นี้ รวมทั้งการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 29-30 ม.ค.

ณ เวลา 00.09 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 24,346.75 จุด ดิ่งลง 390.45 จุด หรือ 1.58%

ราคาหุ้นแคทเธอร์ พิลลาร์ ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องมือก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ดิ่งลง 9% ในวันนี้ หลังบริษัทเผยตัวเลขกำไรในไตรมาส 4 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า

ทั้งนี้ แคทเธอร์ พิลลาร์ระบุว่า บริษัทมีกำไร 2.55 ดอลลาร์/หุ้น เมื่อเทียบกับตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 2.99 ดอลลาร์/หุ้น

อย่างไรก็ดี บริษัทระบุรายได้ที่ระดับ 1.434 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.433 หมื่นล้านดอลลาร์

ราคาหุ้นของแคทเธอร์ พิลลาร์ถือเป็นตัวชี้วัดสภาวะการค้าของสหรัฐ เนื่องจากมีการลงทุนจำนวนมากในต่างประเทศ

ส่วนราคาหุ้นบริษัท Nvidia Corp ทรุดลงกว่า 17% หลังประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์รายได้ของบริษัทประจำไตรมาส 4 ในปีที่แล้ว สู่ระดับ 2.20 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 2.70 พันล้านดอลลาร์

Nvidia ระบุว่า รายได้ประจำไตรมาส 4 ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

ทั้งนี้ Nvidia มีกำหนดเปิดเผยผลประกอบการประจำไตรมาส 4 ในวันที่ 14 ก.พ.

ทางด้านหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ภาวะชัตดาวน์อาจเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเขาไม่เชื่อมั่นว่าสภาคองเกรสจะสามารถบรรลุข้อตกลงในการจัดสรรงบประมาณสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโกตามที่เขาต้องการ

ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับวอลล์สตรีท เจอร์นัลว่า เขาคิดว่ามีโอกาสน้อยกว่า 50% ที่สภาคองเกรสจะบรรลุข้อตกลงดังกล่าว ก่อนที่งบประมาณสำหรับหน่วยงานรัฐบาลจะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ก.พ.

นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังกล่าวว่า เขาจะไม่รับข้อเสนอของสภาคองเกรสหากมีการจัดสรรงบประมาณต่ำกว่า 5.7 พันล้านดอลลาร์ตามที่เขาเรียกร้อง และเขาจะไม่ให้สัญชาติอเมริกันให้แก่ "ดรีมเมอร์" หรือผู้อพยพที่เข้ามาอยู่อาศัยในสหรัฐตั้งแต่เด็กโดยไม่มีการขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย เพื่อแลกกับการได้งบประมาณสร้างกำแพง

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ปธน.ทรัมป์ได้บรรลุข้อตกลงกับผู้นำในสภาคองเกรสเพื่อยุติปัญหาชัตดาวน์ โดยเขาได้ลงนามในร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลกลับมาเปิดดำเนินงาน และมีงบประมาณในการบริหารงานจนถึงวันที่ 15 ก.พ.

ในช่วงเวลา 3 สัปดาห์หลังจากนี้ แกนนำของพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันจะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาเพื่อจัดทำร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณสำหรับความมั่นคงมาตุภูมิ ซึ่งปธน.ทรัมป์หวังว่าจะมีการบรรจุงบประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโกตามข้อเรียกร้องของเขา

อย่างไรก็ดี ปธน.ทรัมป์พูดอย่างชัดเจนว่า ถ้าหากการเจรจาระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันประสบความล้มเหลว รัฐบาลก็จะปล่อยให้เกิดภาวะชัตดาวน์อีกครั้งในวันที่ 15 ก.พ. หรือปธน.ทรัมป์อาจใช้อำนาจประธานาธิบดีประกาศภาวะฉุกเฉิน และออกกฎหมายอนุมัติงบประมาณสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก โดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส

ตลาดการเงินจับตาการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนในสัปดาห์นี้ โดยนายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน จะเดินทางถึงสหรัฐในวันที่ 30-31 ม.ค.เพื่อเจรจาการค้ากับเจ้าหน้าที่สหรัฐ และคาดหวังที่จะยุติข้อพิพาททางการค้าที่ยืดเยื้อมาเป็นระยะเวลานานหลายเดือน

นายหวัง ชูเหวิน รมช.กระทรวงพาณิชย์ และนายเหลียว หมิน รมช.กระทรวงการคลัง ได้เดินทางถึงสหรัฐแล้วในวันนี้ เพื่อปูทางสู่การเจรจาการค้าระหว่างนายหลิว เหอ และนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐ (USTR)

ทั้งนี้ นายหลิว เหอ จะเข้าเจรจากับนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ พร้อมด้วยนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ซึ่งการเจรจาจะจัดขึ้นในวันที่ 30-31 ม.ค. โดยทั้งสองฝ่ายจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ตั้งแต่ประเด็นการสั่งซื้อถั่วเหลืองจากจีน ไปจนถึงการที่รัฐบาลจีนให้เงินอุดหนุนบริษัทของรัฐบาล โดยหวังที่จะบรรลุข้อตกลงทางการค้าก่อนเส้นตายวันที่ 1 มี.ค. ซึ่งหากจีนและสหรัฐไม่สามารถตกลงกันเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาที่ถาวร ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็จะเดินหน้าเพิ่มการเรียกเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 25% จากเดิม 10% ในขณะนี้

ทางด้านเฟดจะจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 29-30 ม.ค. ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่เฟดจะทำการตัดสินใจเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการยุติการปรับลดการถือครองพันธบัตรในงบดุลของเฟด

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลรายงานว่า เฟดอาจยุติการปรับลดงบดุลเร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้มีการคาดการณ์ว่าเฟดจะชะลอการปรับนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติ และบ่งชี้ว่าเฟดจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ จากเดิมที่เฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้

นักลงทุนจับตาปัจจัยดังกล่าว เนื่องจากจะเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าเฟดจะคุมเข้มนโยบายการเงินนานเท่าใด ขณะที่นักลงทุนกังวลว่าการปรับลดงบดุลของเฟดจะเป็นปัจจัยกดดันตลาด

ทั้งนี้ เฟดได้เริ่มการปรับลดงบดุลในเดือนต.ค.2560 โดยขณะนั้นงบดุลของเฟดมีมูลค่าสูงกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งในการปรับลดงบดุลนั้น เฟดจะปล่อยให้พันธบัตรจำนวนหนึ่งครบอายุโดยไม่มีการนำรายได้ไปลงทุนในพันธบัตรใหม่ ซึ่งวงเงินการปรับลดงบดุลสูงสุดคือ 5 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน ส่วนเมื่อเดือนที่แล้ว เฟดได้ปรับลดงบดุล 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่วงเงินการปรับลดงบดุลทั้งหมดของเฟดอยู่ที่ระดับ 4 แสนล้านดอลลาร์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ