ข่าวอินโฟเควสท์
01:39 FAA เชิญเจ้าหน้าที่การบินพลเรือนทั่วโลกประชุม 23 พ.ค.หารือโบอิ้ง 737 MAX   สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐ (FAA) แถลงในวันนี้ว่า FAA จะเชิญเจ…
00:30 เจ้าหน้าที่ศรีลังกาหั่นตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีเหลือ 253 ราย ไม่ใช่ 359 ราย   กระทรวงสาธารณสุขของศรีลังกา แถลงในวันนี้ว่า เหตุการณ์ร…
00:05 บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ   อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจส…
23:55 ราคาทองฟิวเจอร์ปรับตัวขึ้นจากคำสั่งซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย กังวลเศรษฐกิจโลก   ราคาทองฟิวเจอร์ปรับตัวขึ้นในวันนี้ จากคำสั่งซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่า…
23:36 รัฐบาลอังกฤษเตือนประชาชนเลี่ยงเดินทางไปศรีลังกา หวั่นเกิดการโจมตีครั้งใหม่   รัฐบาลอังกฤษออกประกาศเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังศรีลั…

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดบวก 148.23 จุด รับข้อมูลศก.สดใส,รัฐสภาอังกฤษไม่เห็นชอบ Brexit ไร้ข้อตกลง

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2562 06:56:23 น.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (13 มี.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 ดีดตัวขึ้นปิดที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 เดือน ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ และการฟื้นตัวของหุ้นโบอิ้ง นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนหลังจากรัฐสภาอังกฤษมีมติไม่เห็นชอบต่อการที่อังกฤษแยกตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) โดยไร้ข้อตกลง

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,702.89 จุด เพิ่มขึ้น 148.23 จุด หรือ +0.58% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,810.92 จุด เพิ่มขึ้น 19.40 จุด หรือ +0.69% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,643.41 จุด เพิ่มขึ้น 52.37 จุด หรือ +0.69%

ตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้นขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ โดยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนม.ค. ตรงข้ามกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 0.1% ส่วนยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อสินค้าทุนที่ไม่รวมเครื่องบิน และสินค้าด้านอาวุธ ดีดตัวขึ้น 0.8% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.ปีที่แล้ว

ขณะที่การใช้จ่ายภาคการก่อสร้างเดือนม.ค.ของสหรัฐพุ่งขึ้น 1.3% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.ปีที่แล้ว และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.4%

ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อในระดับค้าส่ง ขยับขึ้นเพียง 0.1% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายเดือน น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยสนับสนุนการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้

หุ้นโบอิ้งปิดตลาดดีดตัวขึ้น 0.5% หลังจากที่ร่วงลงอย่างหนักติดต่อกัน 2 วันทำการ อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลในกรณีเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX 8  ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่นที่ขายดีที่สุดของโบอิ้ง ประสบอุบัติเหตุตกถึง 2 ครั้งในเวลาห่างกันไม่ถึง 5 เดือน

หุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ดีดตัวขึ้น 2.4% เมื่อคืนนี้ โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล เพิ่มขึ้น 0.9% หุ้นเชฟรอน เพิ่มขึ้น 0.6% หุ้นอ็อคซิเดนเชียล ปิโตรเลียม พุ่งขึ้น 1.3% หุ้นเดวอน เอนเนอร์จี พุ่งขึ้น 2% หุ้นมาราธอน ปิโตรเลียม พุ่งขึ้น 1.2% และหุ้นฮัลลิเบอร์ตัน พุ่งขึ้น 1.5%

หุ้นกลุ่มธุรกิจสุขภาพปรับตัวขึ้น นำโดยหุ้นซีวีเอส เฮลธ์ ทะยานขึ้น 3.5% หลังจากนักวิเคราะห์ของเบิร์นสไตน์ได้ปรับเพิ่มน้ำหนักความน่าลงทุนของหุ้นดังกล่าวขึ้นสู่ระดับ "outperform" ขณะที่หุ้นยูไนเต็ดเฮลธ์ กรุ๊ป พุ่งขึ้น 2.6% หุ้นเมดโทรนิค เพิ่มขึ้น 0.6% และหุ้นเอชซีเอ เฮลธ์แคร์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการโรงพยาบาลรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ พุ่งขึ้น 1.4%

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังได้รับปัจจัยหนุนจากการที่รัฐสภาอังกฤษมีมติด้วยคะแนนเสียง 321 ต่อ 278 เสียงเมื่อวานนี้ ไม่เห็นชอบต่อการที่อังกฤษแยกตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) โดยไร้ข้อตกลง

สำหรับในขั้นตอนต่อไป รัฐสภาจะทำการลงมติในวันนี้ว่าจะเรียกร้องให้สหภาพยุโรป (EU) ขยายกำหนดเวลาการแยกตัวออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมในวันที่ 29 มี.ค.หรือไม่ ซึ่งหากรัฐสภามีมติเรียกร้องให้ EU ขยายกำหนดเวลาออกไป รัฐบาลก็จะต้องทำการเจรจากับ EU ในเรื่องดังกล่าว แต่หากรัฐสภามีมติไม่เรียกร้องให้ EU ขยายกำหนดเวลาออกไป อังกฤษก็จะแยกตัวจาก EU อย่างเป็นทางการตามกำหนดเดิมในวันที่ 29 มี.ค.

นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนก.พ., ยอดขายบ้านใหม่เดือนม.ค., ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacturing Index) เดือนมี.ค.จากเฟดนิวยอร์ก, การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.พ. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมี.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง