ข่าวอินโฟเควสท์
01:19 "เบเกอร์ ฮิวจ์"เผยบริษัทน้ำมันลดแท่นขุดเจาะน้ำมันติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5   เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ เปิดเผยว่า…
01:07 ดาวโจนส์พลิกร่วงกว่า 100 จุด หลังการเจรจาการค้าสหรัฐ-จีนส่อเค้าล่ม   ดัชนีดาวโจนส์พลิกร่วงลงกว่า 100 จุดในวันนี้ หลังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ…
01:00 "ทรัมป์"เผยไม่มีความจำเป็นต้องบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีนก่อนเลือกตั้งปธน.ปีหน้า   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า ไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องบ…
00:44 สหรัฐ-จีนเจรจาการค้าส่อเค้าล่ม หลังเจ้าหน้าที่จีนกลับประเทศก่อนกำหนด   สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีช่วยของจีนที่ได้เจรจา…
00:27 รัสเซียแสดงความยินดี หลังรัฐบาล-ฝ่ายค้านเวเนซุเอลาบรรลุข้อตกลงทางการเมือง   กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียออกแถลงการณ์แสดงความยินดีต่อการที่รัฐบาล…

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดลบ 120.93 จุด วิตกเจรจาการค้า,ตลาดบอนด์สหรัฐส่งสัญญาณศก.ถดถอย

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 28 สิงหาคม 2562 06:55:00 น.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (27 ส.ค.) หลังจากตลาดพันธบัตรสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve หรือภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นสูงกว่าอัตราผลตอบแทนระยะยาว ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากถ้อยแถลงของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนออกมาสวนทางกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ให้ความหวังกับตลาดไว้ก่อนหน้านี้

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,777.90 จุด ลดลง 120.93 จุด หรือ -0.47% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,869.16 จุด ลดลง 9.22 จุด หรือ -0.32% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,826.95 จุด ลดลง 26.79 จุด หรือ -0.34%

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวลงหลังจากตลาดพันธบัตรสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve เมื่อคืนนี้ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี อยู่สูงกว่าพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นการบ่งชี้ถึงแนวโน้มการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย

เมื่อเวลา 21.23 น.ตามเวลาไทยเมื่อคืนนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี อยู่ที่ระดับ 1.549% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 1.513% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี อยู่ที่ระดับ 1.987% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค.ปีนี้ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีร่วงลงต่ำกว่าระดับ 2.00%

หุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลงตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร โดยหุ้นเจพีมอร์แกน เชส ร่วงลง 1.1% หุ้นซิตี้กรุ๊ป ร่วงลง 1.7% หุ้นแบงก์ ออฟ อเมริกา ดิ่งลง 1.16% หุ้นโกลด์แมน แซคส์ ลดลง 0.8% หุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ ลดลง 0.9% หุ้นเวลส์ ฟาร์โก ปรับตัวลง 0.5%

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากนายเกิง ชวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวยืนยันเมื่อวานนี้ว่า เขาไม่ได้รับทราบข่าวที่ว่าเจ้าหน้าที่จีนได้โทรศัพท์ 2 ครั้งมายังเจ้าหน้าที่สหรัฐเพื่อเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาเจรจาการค้า ตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวอ้างก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันนายเกิงยังได้แสดงความผิดหวังที่สหรัฐยังคงเพิ่มการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน สิ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งสองฝ่าย

หุ้นฟิลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งเป็นผู้ผลิตบุหรี่รายใหญ่ของสหรัฐ ดิ่งลง 7.76% หลังจากฟิลิป มอร์ริส ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ว่า ทางบริษัทกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาควบกิจการกับบริษัทอัลเทรีย กรุ๊ป ขณะที่ข่าวดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นอัลเทรียพุ่งขึ้น 3.95%

หุ้นเจเอ็ม สมัคเกอร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตบรรุภัณฑ์สำหรับอาหาร ร่วงลง 8.18% หลังจากบริษัทเปิดเผยยอดขายที่ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 2 และยังได้ปรับลดคาดการณ์ยอดขายตลอดปีงบการเงิน 2562

อย่างไรก็ดี ความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจถดถอยและสงครามการค้าได้ช่วยหนุนแรงซื้อหุ้น defensive stocks หรือ

ที่สามารถต้านทานวัฏจักรทางเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่หุ้นกลุ่มสินค้าผู้บริโภคและกลุ่มสาธารณูปโภค โดยหุ้นในกลุ่มสินค้าผู้บริโภคนั้น หุ้นพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) พุ่งขึ้น 1.03% หุ้นเป๊ปซี่โค ดีดตัวขึ้น 0.7% หุ้นโคคา-โคลา เพิ่มขึ้น 0.33%  ส่วนหุ้นในกลุ่มสาธารณูปโภคนั้น หุ้นดุ๊ค เอนเนอร์จี เพิ่มขึ้น 0.86 หุ้นคอนโซลิเดทเต็ด เอดิสัน อิงค์ เพิ่มขึ้น 0.3% หุ้นเฟิร์สท์เอนเนอร์จี เพิ่มขึ้น 0.8% และหุ้นเอ็กเซลอน พุ่งขึ้น 1.2%

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ ผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐลดลงสู่ระดับ 135.1 ในเดือนส.ค. จากระดับ 135.8 ในเดือนก.ค. แต่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 129.5

ขณะที่ผลสำรวจของเอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส ชิลเลอร์ ระบุว่า ดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศในสหรัฐเพิ่มขึ้น 3.1% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว แต่ชะลอตัวจากที่เพิ่มขึ้น 3.3% ในเดือนพ.ค.

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2562 (ประมาณการครั้งที่ 2), ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนก.ค., ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนก.ค., การใช้จ่ายส่วนบุคคลเดือนก.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง