ดาวโจนส์พลิกดิ่งกว่า 100 จุด หลุด 28,000 จุด หุ้น"โฮม ดีโปท์"-"โคห์ลส์"ฉุดตลาด

ข่าวหุ้น-การเงิน 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 22:59 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์พลิกดิ่งลงกว่า 100 จุด หลุดระดับ 28,000 จุดในวันนี้ โดยได้รับผลกระทบจากการร่วงลงของหุ้นโฮม ดีโปท์ อิงค์ และโคห์ลส์ คอร์ป

ดาวโจนส์ดีดตัวแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงแรก นำโดยหุ้นโบอิ้ง ขานรับคำสั่งซื้อเครื่องบิน 737 MAX

ณ เวลา 22.52 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 27,924.76 จุด ลบ 111.46 จุด หรือ 0.40%

ราคาหุ้นโฮม ดีโปท์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ปรับตัวลง หลังเปิดเผยกำไรในไตรมาส 3 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แต่รายได้และยอดขายต่ำกว่าคาด

ทั้งนี้ โฮม ดีโปท์ เปิดเผยว่า บริษัทมีกำไร 2.53 ดอลลาร์/หุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.52 ดอลลาร์/หุ้น

อย่างไรก็ดี บริษัทมีรายได้ 2.722 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.753 หมื่นล้านดอลลาร์

ส่วนยอดขายเพิ่มขึ้น 3.6% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.7%

บริษัทโคห์ลส์ คอร์ป ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ รายงานผลประกอบการในไตรมาส 3 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ โคห์ลส์ คอร์ป เปิดเผยว่า บริษัทมีกำไร 74 เซนต์/หุ้น ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 86 เซนต์/หุ้น

บริษัทมีรายได้ 4.36 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 4.40 พันล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ยอดขายเพิ่มขึ้น 0.4% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 0.8%

ราคาหุ้นบริษัทโบอิ้งพุ่งขึ้นกว่า 1% หลังบริษัทเปิดเผยว่าสามารถคว้าคำสั่งซื้อเครื่องบิน 737 MAX จำนวน 50 ลำในวันนี้ ในการเข้าร่วมงาน Dubai Air Show เป็นวันที่ 3

ทั้งนี้ สายการบิน Air Astana ของคาซัคสถานยื่นหนังสือแจ้งความจำนงซื้อเครื่องบิน 737 MAX จำนวน 30 ลำ ขณะที่ผู้ซื้ออีกรายหนึ่ง ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ สั่งซื้อเครื่องบินรุ่นดังกล่าวจำนวน 20 ลำ

ส่วนเมื่อวานนี้ สายการบิน SunExpress สั่งซื้อเครื่องบิน 737 MAX จำนวน 10 ลำ

คำสั่งซื้อเครื่องบินดังกล่าว ถือเป็นการแสดงความเชื่อมั่นต่อเครื่องบินรุ่น 737 MAX ซึ่งขณะนี้ได้ถูกสั่งห้ามบิน หลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรม 2 ครั้งในรอบ 5 เดือนจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 346 คน

นอกจากนี้ ดัชนีดาวโจนส์ยังถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

นายแกรี่ โคห์น อดีตหัวหน้าที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า เขาเชื่อว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเดินหน้าเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในวันที่ 15 ธ.ค. หากสหรัฐและจีนยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้า

"ผมคิดว่าท่านประธานาธิบดีมองว่านี่เป็นการแสดงพลัง ซึ่งเหมือนกับเกมจ้องตา ถ้าเขากระพริบตาก่อน ก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาของจีน" นายโคห์นกล่าว

ความเห็นของนายโคห์นสอดคล้องกับนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ ซึ่งคาดว่าปธน.ทรัมป์จะเรียกเก็บภาษีสินค้าจีนในกลางเดือนหน้า หากทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลง

นอกจากนี้ นายโคห์นยังเชื่อว่าสงครามการค้ากำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และเขาเรียกร้องให้ปธน.ทรัมป์ลงนามในข้อตกลงการค้าเฟสแรกเพื่อช่วยเหลือภาคเกษตรของสหรัฐ ซึ่งถูกกระทบจากการที่จีนใช้มาตรการภาษีตอบโต้สหรัฐ

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า เจ้าหน้าที่จีนไม่มีความเชื่อมั่นต่อการเจรจาการค้ากับสหรัฐ เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ปฏิเสธที่จะยกเลิกการปรับเพิ่มภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีน

ทั้งนี้ นางสาวยูนิส หยุ่น ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวของ CNBC ทวีตข้อความระบุว่า "แหล่งข่าวรัฐบาลบอกดิฉันว่า ทางการปักกิ่งไม่เชื่อมั่นต่อการเจรจาการค้า โดยจีนมีความไม่พอใจต่อการที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าจะไม่มีการยกเลิกการเก็บภาษีต่อสินค้าจีน ซึ่งจีนมองว่าทั้งสองฝ่ายเคยตกลงกันในเรื่องนี้แล้ว ขณะที่กลยุทธ์ในการเจรจาในขณะนี้คือ ทำการเจรจา แต่ให้รอต่อไป เนื่องจากยังมีหลายปัจจัย เช่น การถอดถอนประธานาธิบดี และการเลือกตั้งในสหรัฐ"

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยังคงเผชิญอุปสรรคจากการที่สหรัฐเรียกร้องให้จีนซื้อสินค้าเกษตรมากขึ้น ขณะที่จีนปฏิเสธเงื่อนไขของสหรัฐที่ต้องการให้จีนยุติการบังคับถ่ายโอนเทคโนโลยี และจีนยังเรียกร้องให้สหรัฐระงับการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ก่อนที่จะมีการทำข้อตกลงการค้าเฟสแรก

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาสภาคองเกรสซึ่งจะทำการไต่สวนพยานในคดีถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ออกจากตำแหน่งในวันนี้ โดยสื่อมวลชนถ่ายทอดสดการไต่สวนดังกล่าวตั้งแต่เวลา 09.00 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือ 21.00 น.ตามเวลาไทย

ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาการเปิดเผยรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐประจำวันที่ 29-30 ต.ค. ในวันพรุ่งนี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ