ดาวโจนส์ทรุดกว่า 300 จุด นักลงทุนหมดหวัง หลัง"ทรัมป์"ให้รอข้อตกลงการค้ากับจีนอีก 1 ปี

ข่าวหุ้น-การเงิน 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562 21:41 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ทรุดหนักกว่า 300 จุดในวันนี้ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ส่งสัญญาณว่า การบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจล่าช้าออกไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพ.ย.ปีหน้า

ณ เวลา 21.32 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 27,477.04 จุด ลบ 306.00 จุด หรือ 1.10%

ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า อาจจะเป็นการดีกว่าที่จะรอจนกระทั่งหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปีหน้าสำหรับการบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีน

"ผมชอบแนวคิดที่ว่าให้รอจนกระทั่งหลังการเลือกตั้งเพื่อทำข้อตกลงการค้ากับจีน แต่ทางฝ่ายจีนต้องการทำข้อตกลงในขณะนี้ และเราจะดูว่าข้อตกลงนี้มีความเหมาะสมหรือไม่" ปธน.ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่กรุงลอนดอน

ต่อข้อถามที่ว่า เขามีเส้นตายสำหรับการบรรลุข้อตกลงการค้าหรือไม่ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า "ผมไม่มีเส้นตาย บางทีผมคิดว่ามันเป็นการดีกว่าที่จะรอจนกว่าหลังการเลือกตั้ง"

นอกจากนี้ ดัชนีดาวโจนส์ยังถูกกดดันจากการที่ปธน.ทรัมป์เปิดแนวรุกทำสงครามการค้ากับอีกหลายประเทศนอกเหนือจากจีน โดยได้ประกาศเรียกเก็บภาษีต่อเหล็กและอลูมิเนียมนำเข้าจากบราซิลและอาร์เจนตินา พร้อมกับขู่เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมต่อสินค้านำเข้าจากฝรั่งเศส

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังวิตกกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ จากการเปิดเผยภาคการผลิตสหรัฐหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4

ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 48.1 ในเดือนพ.ย. จากระดับ 48.3 ในเดือนต.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 49.4

ดัชนียังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะหดตัวของภาคการผลิตของสหรัฐ ซึ่งเป็นการหดตัวเป็นเดือนที่ 4 โดยได้รับผลกระทบจากการทรุดตัวของคำสั่งซื้อใหม่ และสต็อกสินค้าคงคลัง

ภาคการผลิตของสหรัฐเริ่มเข้าสู่ภาวะหดตัวในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี หลังจากที่มีการขยายตัวติดต่อกัน 35 เดือน

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ส่งผลให้คำสั่งซื้อเพื่อการส่งออกหดตัวลงตั้งแต่เดือนก.ค. โดยการบริโภค คำสั่งซื้อใหม่ สต็อกสินค้าคงคลังเพื่อการส่งออกและนำเข้า หดตัวลงเช่นกัน ขณะที่ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นลดลง

นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า โดยนักวิเคราะห์คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ หลังจากที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ครั้งในปีนี้


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ