ดอลลาร์อ่อนค่า นักลงทุนกังวลความไม่แน่นอน "ภาษีทรัมป์"

ข่าวต่างประเทศ Monday February 23, 2026 21:23 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลักในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนกังวลต่อความไม่แน่นอนของอัตราภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ณ เวลา 21.11 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.16% สู่ระดับ 97.644 ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่า 0.14% สู่ระดับ 1.180 เทียบยูโร และร่วงลง 0.27% สู่ระดับ 154.62 เยน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มการเรียกเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกสู่ระดับ 15% เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พร้อมเตือนว่า สหรัฐจะมีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในช่วงเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้า

ศาลฎีกาสหรัฐมีมติด้วยคะแนนเสียง 6-3 ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการกำหนดมาตรการภาษีโดยอาศัยกฎหมายที่สงวนไว้สำหรับภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ

ในคำตัดสินความยาว 170 หน้า ศาลมีคำวินิจฉัยว่า กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ไม่ได้ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากรแต่อย่างใด โดยกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สำหรับมาตรการคว่ำบาตรและการควบคุมเงินทุนในช่วงที่เกิดภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญระบุไว้อย่างชัดเจนว่าอำนาจในการจัดเก็บภาษี รวมทั้งภาษีศุลกากร เป็นของรัฐสภา ไม่ใช่ของประธานาธิบดี

คำตัดสินดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อมาตรการภาษีต่างตอบแทน (reciprocal tariffs) รวมทั้งภาษีที่ปธน.ทรัมป์เรียกเก็บจากแคนาดา จีน และเม็กซิโก ซึ่งเขาอ้างว่ามีเป้าหมายเพื่อสกัดการลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่สหรัฐ

อย่างไรก็ดี ปธน.ทรัมป์ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกในอัตรา 10% เพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังศาลฎีกามีคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยปธน.ทรัมป์เรียกเก็บภาษีดังกล่าวภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อทดแทนกฎหมาย IEEPA ที่ศาลระบุว่าเขาไม่มีอำนาจเรียกเก็บภาษีตามกฎหมายดังกล่าว

ต่อมาในวันเสาร์ ปธน.ทรัมป์ก็ได้ปรับขึ้นอัตราภาษีดังกล่าวสู่ระดับสูงสุดที่ 15% จากเดิมที่ระดับ 10% โดยมาตรา 122 ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีเพียง 150 วัน และหากจะมีการขยายระยะเวลา ก็จะต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส

นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังเตือนด้วยว่า สหรัฐจะมีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในช่วงเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้า

นักวิเคราะห์ของแบงก์ ออฟ อเมริกา คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของปธน.ทรัมป์จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป แม้ศาลฎีกาสหรัฐมีคำพิพากษาให้มาตรการดังกล่าวเป็นโมฆะ

'หากศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ เราคาดว่ามาตรการภาษีศุลกากรก็จะยังคงถูกนำมาใช้ผ่านทางการใช้อำนาจตามกฎหมายอื่น' นายสตีเฟน จูนู นักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ ออฟ อเมริกา ระบุในรายงาน โดยคาดว่าปธน.ทรัมป์จะยังคงเดินหน้าเรียกเก็บภาษีศุลกากรตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 และมาตรา 338 ของกฎหมายภาษีศุลกากร Smoot-Hawley ปี 1930

'นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังสามารถหวนกลับไปใช้แนวทางเดิมในขณะที่ปธน.ทรัมป์ดำรงตำแหน่งในสมัยแรก โดยการใช้มาตรา 232 และ 301' นายจูนูกล่าว

รายงานของแบงก์ ออฟ อเมริกา สอดคล้องกับโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งระบุว่า ปธน.ทรัมป์ยังคงมีช่องทางตามกฎหมายอื่น ๆ ที่สามารถใช้เพื่อเรียกเก็บภาษีได้ ได้แก่การใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ รวมทั้งมาตรา 301, มาตรา 232 และมาตรา 338

ทั้งนี้ มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ไม่จำเป็นต้องมีการสอบสวนอย่างเป็นทางการ จึงอาจเป็นช่องทางรวดเร็วที่สุดในการหลีกเลี่ยงอุปสรรคจากคำตัดสินของศาล

'รัฐบาลทรัมป์สามารถทดแทนภาษีพื้นฐาน 10% ด้วยการเรียกเก็บภาษีศุลกากรที่สูงถึง 15% ได้อย่างรวดเร็วภายใต้มาตรา 122' นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์กล่าว แต่เสริมว่า มาตรการนี้มีอายุไม่เกิน 150 วัน ซึ่งหลังจากนี้กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังสามารถเริ่มต้นการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ต่อประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐ เพื่อปูทางไปสู่การเรียกเก็บภาษี แต่กระบวนการนี้จะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์

ส่วนภาษีตามมาตรา 232 ซึ่งใช้กับการนำเข้าเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์อยู่แล้ว ก็สามารถขยายไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ได้เช่นกัน โดยกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการบังคับใช้ หากการนำเข้านั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ขณะเดียวกัน มาตรา 338 ตามกฎหมายการค้าปี 1930 ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีสูงสุดถึง 50% ต่อการนำเข้าจากประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อสหรัฐ โดยมาตรการนี้ยังไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ ตามคำเชิญของนายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ

ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์จะกล่าวสุนทรพจน์ในวันอังคารที่ 24 ก.พ. เวลา 21.00 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับเช้าวันพุธที่ 25 ก.พ.เวลา 09.00 น.ตามเวลาไทย ขณะที่เครือข่ายสถานีโทรทัศน์สหรัฐ เช่น CNN, ABC, CBS, NBC และ FOX จะถ่ายทอดสดการกล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าว

การกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ปธน.ทรัมป์สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2568

นอกจากนี้ การกล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าวจะมีขึ้นขณะที่สหรัฐทำการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของการประกาศอิสรภาพในปีนี้

คาดว่าปธน.ทรัมป์จะเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงความสำเร็จ และผลงานของรัฐบาลในปีที่ผ่านมา พร้อมกับจะกล่าวถึงสิ่งที่เขาจะดำเนินการต่อไปในช่วงเวลาที่เหลือของการดำรงตำแหน่งของเขา

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ปธน.ทรัมป์จะกล่าวสนับสนุนมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของเขา และจะกล่าวตำหนิตุลาการศาลฎีกาสหรัฐที่ได้ประกาศยกเลิกมาตรการเรียกเก็บภาษีของเขาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ในประเด็นทางการเมือง คาดว่าปธน.ทรัมป์จะกล่าวเตือนอิหร่านให้รีบทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐ ก่อนที่จะเผชิญกับปฏิบัติการทางทหารจากสหรัฐ รวมทั้งจะกล่าวถึงการเดินทางเยือนจีนระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-2 เม.ย. เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน

ขณะเดียวกัน ปธน.ทรัมป์จะใช้การกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้เพื่อเรียกคะแนนนิยมของพรรครีพับลิกัน ก่อนที่สหรัฐจะจัดการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย.นี้

ปธน.ทรัมป์กล่าวก่อนหน้านี้ว่า เขาเชื่อว่าการเลือกตั้งในปีนี้ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่

'เราจำเป็นต้องชนะการเลือกตั้งกลางเทอม เพราะถ้าเราไม่ชนะ พวกเขา (พรรคเดโมแครต) จะหาข้ออ้างมาเล่นงานผม และผมจะถูกถอดถอน' ปธน.ทรัมป์กล่าว

ทั้งนี้ หากพรรคเดโมแครตได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นในสภาคองเกรส ก็จะทำให้พรรครีพับลิกันประสบปัญหาในการผ่านกฎหมายในช่วง 2 ปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งของปธน.ทรัมป์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ