ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันจันทร์ (23 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อความไม่แน่นอนของอัตราภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.09% แตะที่ 97.705
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 154.62 เยน จากระดับ 155.02 เยนในวันศุกร์ (20 ก.พ.) และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ0.7744 ฟรังก์ จากระดับ 0.7754 ฟรังก์ แต่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3696 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3686 ดอลลาร์แคนาดา
ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1792 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1780 ดอลลาร์ในวันศุกร์ ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3490 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3491 ดอลลาร์
ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติด้วยคะแนนเสียง 6-3 ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรของปธน.ทรัมป์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ก.พ.) โดยมีคำวินิจฉัยว่า ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการกำหนดมาตรการภาษีโดยอาศัยกฎหมายที่สงวนไว้สำหรับภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ พร้อมระบุว่า กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ไม่ได้ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากรแต่อย่างใด
เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังศาลฎีกามีคำวินิจฉัย ปธน.ทรัมป์ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากประเทศทั่วโลกในอัตรา 10% ก่อนที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีดังกล่าวสู่ระดับ 15% ในวันเสาร์ (21 ก.พ.) โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี ค.ศ. 1974 ซึ่งมอบอำนาจด้านภาษีแก่ประธานาธิบดีเพื่อจัดการกับปัญหาการขาดดุลการค้า
นักลงทุนจับตาการแสดงความเห็นของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของเฟด
นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงรายงานตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนรายสัปดาห์จาก ADP, ราคาบ้านจาก S&P/Case-Shiller, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก Conference Board, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และการใช้จ่ายด้านการก่อสร้าง
ส่วนข้อมูลที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานลดลง 0.7% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 0.6% หลังจากเพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือนพ.ย. ส่วนเมื่อเทียบรายปี คำสั่งซื้อภาคโรงงานเพิ่มขึ้น 3.7% ในเดือนธ.ค. โดยคำสั่งซื้อภาคโรงงานได้รับผลกระทบจากการลดลงของคำสั่งซื้อเครื่องบิน