ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเดินหน้าถือครองดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลว่าการทำสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล จะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งอาจผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.52% แตะที่ 99.746
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 159.31 เยน จากระดับ 158.89 เยนในวันพุธ (11 มี.ค.) ขณะเดียวกันก็แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.7845 ฟรังก์ จากระดับ 0.7799 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3626 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3587 ดอลลาร์แคนาดา
ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1521 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1569 ดอลลาร์ในวันพุธ ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3356 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3407 ดอลลาร์
ราคาน้ำมัน WTI และน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นกว่า 9% โดยราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจาก โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ประกาศว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป เพื่อเป็นเครื่องมือในการกดดันศัตรู พร้อมกับเตือนว่าฐานทัพของสหรัฐอเมริกาทั้งหมดในตะวันออกกลางควรถูกปิดโดยทันที เพราะฐานทัพเหล่านี้จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี หากยังคงเปิดทำการ
ทางด้านคริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ กล่าวว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังไม่พร้อมที่จะคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในขณะนี้ แต่มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่จะสามารถคุ้มกันได้ภายในสิ้นเดือนนี้
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
การประชุมนโยบายการเงินของเฟดจะมีขึ้นในวันที่ 17-18 มี.ค.นี้ โดยแม้ข้อมูลล่าสุดจะบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อยังอยู่ภายใต้การควบคุม แต่สงครามในอิหร่านที่ดำเนินมา 13 วันและการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบยังไม่ถูกรวมเข้าไปในข้อมูล นอกจากนี้ แม้มีการคาดการณ์ว่าเฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมครั้งนี้ แต่นักลงทุนจะจับตารายงานคาดการณ์เศรษฐกิจครั้งใหม่ในการประชุมรอบนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าคณะกรรมการเฟดจะประเมินเงินเฟ้อในทิศทางใด
นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในวันนี้ ซึ่งรวมถึง ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568, ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน, ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน