ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลลาร์อ่อนค่า ปิดท้ายเดือนเม.ย.แย่สุดในรอบปี

ข่าวต่างประเทศ Friday May 1, 2026 07:14 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพฤหัสบดี (30 เม.ย.) ซึ่งเป็นวันซื้อขายสุดท้ายของเดือนเม.ย. ทำสถิติร่วงลงรายเดือนมากที่สุดในรอบเกือบหนึ่งปี หลังสัญญาณสงบศึกระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเมื่อช่วงต้นเดือนทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ปลอดภัย ด้านเงินเยนของญี่ปุ่นพุ่งขึ้นมากถึง 3% เมื่อเทียบดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายวันมากที่สุดในรอบกว่า 3 ปี หลังรัฐบาลญี่ปุ่นและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้เข้าแทรกแซงค่าเงิน ด้วยการซื้อเยนและขายดอลลาร์

ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.91% แตะที่ 98.054

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 156.49 เยน จากระดับ 160.32 เยนในวันพุธ, อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.7819 ฟรังก์ จากระดับ 0.7907 ฟรังก์ และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3612 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3681 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1729 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1682 ดอลลาร์ในวันพุธ ส่วนเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3583 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3483 ดอลลาร์

ดอลลาร์ดิ่งลงเมื่อเทียบกับเยน หลังรัฐบาลญี่ปุ่นและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้เข้าแทรกแซงค่าเงิน โดยการซื้อเยนและขายดอลลาร์ ซึ่งเป็นการแทรกแซงตลาดอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2567 เพื่อหนุนค่าเงินเยน

ทั้งนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงรุนแรงที่สุดรายเดือนนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2568 โดยค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงถึง 4 ใน 5 เดือนล่าสุด หลังจากความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามอิหร่าน ส่งผลให้นักลงทุนพากันเทขายสกุลเงินที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย โดยแรงเทขายส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การร่วงลงจะเริ่มชะลอตัวลงบ้างจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติ 8 ต่อ 4 ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเมื่อวันพุธ โดยสมาชิก FOMC จำนวน 8 รายเห็นด้วยกับการคงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ 4 รายลงมติไม่เห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่ โดยสตีเฟน มิแรน โหวตให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ขณะที่อีก 3 ราย ได้แก่ เบธ แฮมแมค, นีล แคชคารี และลอรี โลแกน สนับสนุนการคงอัตราดอกเบี้ย แต่ไม่เห็นด้วยกับการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายในแถลงการณ์ของเฟด

ผลการประชุมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การประชุมเฟดครั้งนี้เป็นการประชุมที่มีเสียงแตกมากที่สุดในรอบกว่า 30 ปี ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับราคาพลังงานที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ขณะที่ในวันพฤหัสบดี สหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 1/2569 ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.0% ในไตรมาสดังกล่าว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.2% แต่สูงกว่าการขยายตัวที่ระดับ 0.5% ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งขณะนั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยด้วยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.5% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 2.8% ในเดือนก.พ. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.7% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 0.4% ในเดือนก.พ.

ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.2% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 3.0% ในเดือนก.พ. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.3% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 0.4% ในเดือนก.พ.

ทั้งนี้ ดัชนี PCE ถือเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 26,000 ราย สู่ระดับ 189,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 214,000 ราย

ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ ลดลง 3,500 ราย สู่ระดับ 207,500 ราย ด้านจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง ลดลง 23,000 ราย สู่ระดับ 1.79 ล้านราย

สำหรับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง Axios รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เตรียมนำเสนอแผนปฏิบัติการทางทหารที่อาจใช้กับอิหร่าน ต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณถึงการสิ้นสุดของภาวะหยุดยิงที่เปราะบาง


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ