ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลลาร์แข็งค่า ตะวันออกกลางตึงเครียดหนุนซื้อสกุลเงินปลอดภัย

ข่าวต่างประเทศ Tuesday May 5, 2026 07:14 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันจันทร์ (4 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเดินหน้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.22% แตะที่ 98.377

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 157.24 เยน จากระดับ 157.02 เยนในวันศุกร์ (1 พ.ค.) ขณะเดียวกันก็แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.7836 ฟรังก์ จากระดับ 0.7811 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3611 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3587 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1692 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1731 ดอลลาร์ในวันศุกร์ ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3534 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3589 ดอลลาร์

อิหร่านโจมตีเรือหลายลำในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันจันทร์ และใช้โดรนโจมตีเขตอุตสาหกรรมน้ำมันเมืองฟูไจราห์ของ UAE จนเกิดเพลิงไหม้ ขณะที่ความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการใช้กองทัพเรือสหรัฐฯ เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ภายใต้ปฏิบัติการ Project Freedom ได้กระตุ้นให้เกิดการยกระดับความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการประกาศหยุดยิงกับอิหร่านเมื่อ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

สถานการณ์ตึงเครียดล่าสุดส่งผลให้ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นกว่า 5% และทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าเงินเฟ้ออาจจะปรับตัวขึ้นด้วย ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ รวมถึงเฟด คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น หรืออาจจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

นักวิเคราะห์จากหลายสำนัก ซึ่งรวมถึง Barclays ต่างก็คาดการณ์ว่า เฟดจะไม่มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้ หลังจากคณะกรรมการเฟดมีมติ 8 ต่อ 4 ให้คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเมื่อวันที่ 29 เม.ย. โดยกรรมการเฟดจำนวน 8 รายเห็นด้วยกับการคงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ 4 รายไม่เห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่ ส่งผลให้การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมที่มีเสียงแตกมากที่สุดในรอบ 30 ปี ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่า การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนมี.ค.เพิ่มขึ้น 1.5% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2568 จากเดือนก.พ.ที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.3% โดยได้แรงหนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางกระแสการลงทุนในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ