ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันศุกร์ (5 มิ.ย.) และปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% ในรอบสัปดาห์นี้ หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานอีกครั้งในเดือนพ.ค.
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.65% แตะที่ระดับ 100.068
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยน โดยอยู่ที่ 160.17 เยนในวันศุกร์ เพิ่มขึ้นจาก 160.02 เยนในพฤหัสบดี (4 มิ.ย.)
นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส โดยปรับขึ้นสู่ระดับ 0.7962 ฟรังก์สวิส จาก 0.7892 ฟรังก์สวิส และแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา โดยอยู่ที่ 1.3949 ดอลลาร์แคนาดา จาก 1.3899 ดอลลาร์แคนาดา
ส่วนเงินยูโรอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.1523 ดอลลาร์สหรัฐ จาก 1.1614 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.3337 ดอลลาร์สหรัฐ จาก 1.3425 ดอลลาร์สหรัฐ
สำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) สังกัดกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยในรายงานการจ้างงานที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดเมื่อวันศุกร์ (5 มิ.ย.) ว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค.
ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 85,000 ตำแหน่ง หลังจากก่อนหน้านี้มีการรายงานว่า การจ้างงานในเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 115,000 ตำแหน่ง
ตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งดังกล่าวส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินเยน ซึ่งกำลังเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยระดับดังกล่าวได้กระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นออกมาเตือนอย่างหนัก ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงหนุนความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย
เงินเยนอ่อนค่าลง และอ่อนค่าเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกันเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อเงินเยนของทางการญี่ปุ่นในช่วงปลายเดือนเม.ย. และต้นเดือนพ.ค.
ทั้งนี้ ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ เคยเป็นระดับที่ทำให้ทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงตลาดมาแล้วในอดีต และการที่ค่าเงินเข้าใกล้ระดับดังกล่าวอีกครั้ง ทำให้ ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ออกมาเตือนว่า ญี่ปุ่นพร้อมดำเนินมาตรการตอบสนองได้ทุกเมื่อ และยังคงสงวนสิทธิ์ในการใช้มาตรการที่เด็ดขาดเพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าเงินที่รุนแรงเกินไป
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ถูกคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นยังคงเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่ตลาดการเงินยังส่งสัญญาณว่า BOJ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้
ส่วนข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมเดือนนี้
นักวิเคราะห์จาก Bannockburn Global Forex กล่าวว่า เกณฑ์ที่เฟดจะเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินนั้นอยู่ในระดับสูงมาก และเขาไม่คิดว่าข้อมูลครั้งนี้จะเพียงพอที่จะทำให้เฟดเปลี่ยนจุดยืน อย่างไรก็ตาม เขายังคงมองว่ามีโอกาสสูงที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีนี้ แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป
ด้านเงินยูโรอ่อนค่าลงหลังการเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ แม้ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้มากถึง 3 ครั้งในปีนี้
นักวิเคราะห์ของ CIBC Capital Markets กล่าวว่า ในมุมมองของยูโร การที่ราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องยังเป็นปัจจัยฉุดรั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจในยุโรปอยู่ต่อไป