กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อมูลในวันพุธ (15 เม.ย.) ว่า การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของนักลงทุนต่างชาติในเดือนก.พ. เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการลงทุนในตราสารหนี้ของสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่านักลงทุนยังคงประเมินแนวโน้มนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า การถือครองพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9.49 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 2.1% จากระดับ 9.29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนม.ค. และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การถือครองเพิ่มขึ้น 6.6% โดยได้รับแรงหนุนจากความน่าสนใจของผลตอบแทนในสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลงในช่วงต้นปี
การถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมีญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยทั้งสองประเทศยังคงเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้ถือครองรายใหญ่ที่สุดนอกสหรัฐฯ โดยเพิ่มการถือครองเป็น 1.239 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2565 ที่เคยแตะระดับสูงสุดที่ 1.303 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
การถือครองของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นใน 13 จาก 14 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงความต้องการลงทุนอย่างต่อเนื่องจากสถาบันการเงินของญี่ปุ่นที่มองหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในต่างประเทศ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงทยอยลดระดับนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษ นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังระบุว่า ความต้องการซื้อพันธบัตรของนักลงทุนญี่ปุ่นได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากผลตอบแทนที่ดีขึ้นหลังการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่อันดับ 2 เพิ่มการถือครองเป็น 8.973 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2% จากเดือนม.ค. โดยสหราชอาณาจักรถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางรับฝากทรัพย์สินของนักลงทุนทั่วโลก และกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสหราชอาณาจักรมักถูกใช้เป็นตัวบ่งชี้ทิศทางการลงทุนของกองทุนเฮดจ์ฟันด์
ในทางกลับกัน จีน ซึ่งเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่อันดับ 3 ลดการถือครองลงเล็กน้อยสู่ระดับ 6.933 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนก.พ. โดยการถือครองพันธบัตรของจีนลดลง 9% นับตั้งแต่เดือนม.ค. 2568 ซึ่งสะท้อนแนวโน้มระยะยาวในการกระจายการลงทุนออกจากสินทรัพย์สหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความพยายามนำทุนสำรองไปลงทุนในสกุลเงินและสินทรัพย์ประเภทอื่น
ความต้องการซื้อพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้นในเดือนก.พ. เกิดขึ้นพร้อมกับการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิง โดยลดลงจากประมาณ 4.277% เหลือ 3.962% ในเดือนก.พ.
โดยรวมแล้ว ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่ามีเงินทุนสุทธิไหลเข้าสู่ตลาดจำนวน 1.845 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนก.พ. หลังจากก่อนหน้านี้มีเงินทุนสุทธิไหลออกเบื้องต้น 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนม.ค.
ทั้งนี้ กระแสเงินทุนสุทธิรายเดือนยังมีแนวโน้มผันผวนต่อไป อันเนื่องมาจากผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา