เอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์ (S&P Global Ratings) เปิดเผยในรายงานล่าสุดว่า อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในกลุ่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คาดว่าจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่คาดว่าจะเผชิญกับความเสี่ยงมากที่สุดในกรณีที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ
รายงานของ S&P ซึ่งมีการเผยแพร่ในวันอังคาร (14 เม.ย.) ระบุว่า ในสถานการณ์ที่ตลาดพลังงานหยุดชะงักอย่างต่อเนื่อง คุณภาพด้านเครดิตของประเทศที่มีระดับกันชนของความน่าเชื่อถือค่อนข้างน้อยนั้น อาจถดถอยลง ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ S&P เชื่อว่าอันดับความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียจะมีความเปราะบางมากขึ้นหากความขัดแย้งลากยาวออกไป
ทั้งนี้ S&P ระบุว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะทำให้ค่าใช้จ่ายในโครงการอุดหนุนของรัฐบาลอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นและเป็นปัจจัยกดดันงบประมาณ ขณะที่การนำเข้าน้ำมันในราคาที่สูงขึ้นจะทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดปรับตัวสูงขึ้นอีก นอกจากนี้ เงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูงตามไปด้วย
รายงานของ S&P ยังได้กล่าวถึงประเทศไทย โดยระบุว่าไทยมีโอกาสที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและขีดความสามารถทางการคลังที่ลดลง แต่ S&P มองว่าไทยมีจุดแข็งด้านเครดิตอย่างมีนัยสำคัญ เช่น สภาพแวดล้อมทางการเงินและปัจจัยภายนอกที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถทนทานต่อความเสี่ยงได้
ขณะเดียวกัน S&P ระบุว่าเวียดนามมีระดับกันชนที่เพียงพอ แม้ว่าต้นทุนนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นเป็นเวลานานและทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ลดลงอาจทำให้สภาพคล่องภายนอกอ่อนแอลงได้ พร้อมระบุว่ามาเลเซียมีตลาดทุนที่มีความลึกและมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งบ่งชี้ว่าหากเกิดภาวะถดถอยทางการคลังเพียงครั้งเดียวหรือมาตรวัดหนี้สินที่เพิ่มขึ้นปานกลาง ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของมาเลเซีย
นอกจากนี้ S&P ได้ตั้งสมมติฐานขั้นพื้นฐานว่า ความรุนแรงของสงครามอิหร่านจะไปถึงจุดสูงสุด และการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะคลี่คลายลงในเดือนนี้ แต่ภาวะชะงักงันอาจดำเนินต่อไปอีกหลายเดือนเนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันสมมติฐานของ S&P ยังระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงที่เหลือของปี 2569