ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงระดับการประเมินภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่ 9 ภูมิภาคทั่วประเทศในการประชุมวันนี้ (8 ม.ค.) โดยระบุว่าการใช้จ่ายฝ่ายทุนยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่ปัจจัยลบจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ เริ่มเบาบางลง
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า รายงานภาวะเศรษฐกิจภูมิภาครายไตรมาส หรือ "รายงานซากุระ" ระบุว่า ทุกพื้นที่มีทิศทาง "กำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป" "กำลังกระเตื้องขึ้น" หรือ "กำลังกระเตื้องขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป" ซึ่งเป็นระดับเดียวกับการประเมินเมื่อเดือนต.ค. แม้ในบางจุดจะยังคงมีความอ่อนแอให้เห็นอยู่บ้างก็ตาม
BOJ เผยผลสรุปจากการประชุมผู้จัดการสาขาทั่วประเทศเมื่อช่วงเช้าวันนี้ว่า ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ลดน้อยลง ส่งผลให้ภาคธุรกิจยังคงเดินหน้าลงทุนเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความต้องการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงการค้าเมื่อเดือนก.ค. เพื่อลดกำแพงภาษีมหาศาลที่ประกาศโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอัตราภาษีใหม่ได้เริ่มมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนก.ย.ปีที่แล้ว
สำหรับกรณีที่ทางการจีนรณรงค์ให้ชาวจีนเลี่ยงเดินทางมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นนั้น BOJ ระบุว่าในภาพรวมยังส่งผลกระทบในวงจำกัด อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการโรงแรมบางส่วนเริ่มแสดงความกังวลว่าอาจได้รับผลกระทบมากขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงนี้
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านเริ่มตึงเครียดขึ้น หลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น กล่าวถึงไต้หวันเมื่อเดือนพ.ย. จนสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลจีน
ส่วนประเด็นการปรับขึ้นค่าจ้าง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยนั้น BOJ ระบุว่าบริษัทส่วนใหญ่ตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับขึ้นค่าแรงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีผลกำไรที่แข็งแกร่งและยังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงาน
เมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา BOJ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.75% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี หลังจากมั่นใจว่าเศรษฐกิจมีทิศทางที่จะบรรลุเป้าหมายทั้งด้านการเติบโตของค่าจ้างและระดับเงินเฟ้อตามที่ตั้งไว้