ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับประมาณ 0.75% ในการประชุมระยะเวลาสองวันซึ่งเสร็จสิ้นในวันนี้ (19 มี.ค.) ในขณะที่ BOJ กำลังประเมินผลกระทบจากสงครามอิหร่านและการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบที่มีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น
ทั้งนี้ คณะกรรมการ BOJ ได้คงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 0.75% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 30 ปีในการประชุมเมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่มีต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง BOJ กำลังอยู่ในสถานะที่ยากลำบาก เนื่องจากต้องพยายามเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% อย่างยั่งยืน
สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากต้องแล่นผ่าน รวมถึงเรือที่มุ่งหน้าไปยังประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังมีรายงานความเสียหายเกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อีกด้วย
ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นมีแนวโน้มที่จะผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง ตั้งแต่น้ำมันเบนซินไปจนถึงพลาสติก ขณะที่ค่าไฟฟ้าและค่าก๊าซอาจปรับตัวสูงขึ้นเช่นกันหากราคาก๊าซ LNG ขยับขึ้นตามราคาน้ำมัน
ทั้งนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถูกมองว่ามีประสิทธิภาพในการควบคุมเงินเฟ้อ แต่ก็ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation ซึ่งเป็นภาวะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอลง